I-Here.info [ไอ้-เหี้ย ดอท อินโฟ]

Perfect World (完美世界) ตอนที่ 1 พลังชีวิตอันเต็มเปี่ยม

| Perfect World (完美世界) | 929 | 882 วันที่แล้ว
ตอนต่อไป

ท่ามกลางแนวเขาอันสูงใหญ่ ซึ่งล้อมรอบไปด้วยยอดเขาสูงชัน หุบเขาลึก ขนาดมหึมาและทิวเขาที่ตระหง่านขึ้นมามากมาย หมู่บ้านหินผา ตั้งอยู่ ใจกลาง ธรรมชาติเหล่านั้นราวกับป้อมปราการแข็งแกร่งและลี้ลับ

แสงตะวันส่องทะลุกลุ่มเมฆ กระจัดกระจายกลายเป็นแสงสีทอง อาบไล้ผู้คน ช่วยเพิ่มความอบอุ่นเข้าถึงภายใน บนลานกว้างขนาดใหญ่

หน้าหมู่บ้าน  เด็กสิบสองรวมตัวเป็นกลุ่ม ประกอบด้วยเด็กวัย 4 ขวบ จนถึง มากกว่า 10 ขวบหันหน้าประชันแสงอาทิตย์ ทั้งกำลังฝึกฝนร่างกาย ทั่วทั้งลานเต็มไปด้วยเสียง

“ฮึ่ม” “ฮ่าห์”

ใบหน้าอ่อนเยาว์ทั้งหลายกลับมีสีหน้าดุดัน เด็กโตต่างก็ปลดปล่อยพลังดั่งพยัคฆ์ ส่วนเด็กน้อยต่างฝึกฝท่วงท่าให้ถูกต้อง

ชายวัยกลางคน ผู้มีร่างกายแข็งแกร่งดุจพยัคฆ์ ปราดเปรียวดั่งเสือดาว สวมใส่ด้วยเสื้อผ้าจากหนังสัตว์ ผิวสีทองแดง ประกอบกับผมสีดำดั่งหมึกชั้นดี สยายยาวประบ่าทั้งสองข้างดวงตาที่เจิดจ้าและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา จดจ้องไปเด็กแต่ละคนอย่างเข้มงวด ใช่แล้ว! ชายผู้นั้นคือผู้ฝึกสอนเหล่าเด็กๆ

“เมื่อแสงตะวันขึ้น สิ่งมีชีวิตต่างก็เคลื่อนไหว ลมปราณ(Airof life) จะทรงพลังมากที่สุดในเวลานั้น  แม้ว่าพวกเราจะไม่สามารถกินแสงตะวันแทนอาหารและไม่ สามารถสูดลมปราณดั่งตำนาน”

“แต่พวกเรายังได้รับประโยชน์มหาศาลจากแสงตะวัน หากฝึกฝนร่างกายท่ามกลางแสงตะวัน  พลังจากแสงตะวันจักซึบซับเข้าสู่ร่างกาย  กล้ามเนื้อ เส้น-เอ็น กระดูก และโลหิตจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น จงฝึกฝนให้หนัก หากพวกเจ้าอยากอยู่
รอดภายในหุบเขาแห่งนี้”

ชายกลางคนผู้ยืนอยู่หน้ากลุ่มเด็ก เต็มไปด้วยสีหน้าจริงจัง เอ่ยเตือนด้วยความเคร่งเครียด ตอนนั้นเองก็ตวาดอีกไปครั้ง

“เข้าใจหรือไม่”

“เข้าใจ ขอรับ”

เหล่าเด็กๆมีสีหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยชีวิตตอบกลับไปเสียงดัง

ลักษณะของรูปแบบของสิ่งมีชีวิตจากอดีตภายในหุบเขา บางครั้ง มีปีกขนาดใหญ่ครอบคลุมเหนือท้องฟ้าปรากฏเงามหึมาทั่วพื้นดิน ปรากฏอสูรร้ายคำรามเหนือยอดเขา

หลังการกลืนกินดวงจันทร์ กลายเป็นความเลวร้ายคืบคลานมาหา เพื่อมิให้ลืมเลือน อีกทั้งยังพิษร้ายน่าหวาดผวา คอยกัดกินอยู่ภายในหุบเขา(ผมตีความได้แบบนี้นะครับ)

“เข้าใจขอรับ”

เด็กตัวน้อยๆ ผู้ถูกทำให้หวาดกลัวตะโกนตอบไป

เหล่าเด็กเพียงแค่ 1 หรือ 2 ขวบ หลังจากเรียนรู้การการเดินแบบง่ายๆ สองสามเดือน ก็พร้อมแล้วสำหรับการฝึกฝนพวกเขาจะต้องฝึกฝนด้วยตัวเอง ไปพร้อมกับเด็กโต กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่จะพบเห็นเด็กเหล่านั้นท่ามกลางกลุ่มเด็กโต

  “ฮึ่ม ฮึ่ม ฮ่ะ ฮ่าห์”

เสียงออกมาจากปากเด็กน้อยคนหนึ่งและมือขาวอวบอ้วนนั้น พยายามอย่างมากที่จะเคลื่อนเป็นคลื่นเด็กน้อยพยายามอย่างหนักที่จะเลียนแบบท่วงท่าจากเด็กโตแต่เพราะความเยาว์วัยเกินไป ท่วงท่าจึงดูเอียงไปมา

การเคลื่อนไหวดูไม่มั่นคงและสะเปะสะปะ เมื่อรวมเข้ากับคราบน้ำนมสีขาวที่มุมปากแลดูน่าขบขันยิ่งเด็กน้อยผู้นั้นช่างดูสวย น่ารัก ประกอบกับผิวที่ขาวอ่อนนุ่ม และดวงตากลมโตสดใส ร่างกายดุจตุ๊กตากระเบื้องชั้นดี

อีกทั้งความเคลื่อนไหวของเด็กน้อยที่ดูอ้อนแอ้น พร้อมกับเสียงทีเปล่งออกมาจากปากนุ่มๆ ทำให้ดูน่ารักและไร้เดียงสา ยังมีผู้อาวุโสที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนก้อนหินใหญ่ พร้อมเผยรอยยิ้มออกมา  สร้างความแปลกและสงสัยใจให้แก่กลุ่มเด็กโตยิ่งนัก

ยิ่งไปกว่านั้น ชายวัยฉกรรจ์ผู้มีร่างกายแข็งแกร่ง ยืนเปลือยอกเผยให้เห็นกล้ามเนื้อเลื่อมเป็นเงา พร้อมทั้งยิ้มออกมา พวกเขาคือกลุ่มคนที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่บ้าน ทำหน้าที่ล่าอสูร และปกป้องหมู่บ้านนั่นเอง พวกเขาต่างก็ร่วมฝึกฝน

บางคนถือกระดูกขนาดใหญ่ที่ได้จากชิ้นส่วนของอสูรโครงกระดูกยักษ์เป็นเสมือน ไม้พลอง อีกทั้งยังมีเหล่าบุคคลผู้มีผิวสีดำล้วน ทุกคนล้วนถือดาบเหล็กกล้าชั้นดี และทันใดนั้นเอง ชายผู้นั้นสะบัดฝ่ามือด้วยพลังเต็มล้น สร้างเสียงกรีดอากาศ สะท้านดุจฟ้าผ่า(เพื่ออะไรวะ)

สิ่งแวดล้อมที่พวกเขาอยู่อาศัยนั้น เต็มไปด้วยความยากลำบากและเลวร้ายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติที่แตกต่างอย่างสุดขั้ว ภยันตรายจากเหล่าอสูรร้าย หรือพิษร้ายแรงจากเหล่าแมลง และการหาอาหารที่แสนยากลำบากเพื่อการอยู่รอด มี
เหล่าผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ตายเพราะความโหดร้ายนี้

ก่อนจะมาเป็นหมู่บ้านหินผา ดั่งปัจจุบัน หากพวกเข้าต้องการอยู่รอด ก็มีแต่ต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น ดังนั้นไม่
ว่าชายหนุ่ม คนแก่ หรือแม้แต่เด็กก็ต้องได้รับการฝึกฝนอย่างหนักเท่านั้น

“จงมีสมาธิ”

ชายวัยกลางคน ผู้รับผิดชอบเกี่ยวการฝึกฝนกลุ่มเด็กในหมู่บ้านตะโกนด้วยเสียงดัง ทำให้เหล่าเด็กๆทั้งหลายรีบกลับไปจดจ่อกับการฝึกฝนท่ามกลางประกายแสงตะวันเช่นเดิม

“ฮึ่ย ย่าห์…..เหนื่อยง่ะ”

เด็กน้อยพ่นลมหายใจออกมา พร้อมทิ้งตัวนั่งลงไปบนพื้น พลางใช้สายตากลมโตมองไปที่การฝึกฝนของกลุ่มเด็กโต เพื่อจดจำการ
เคลื่อนไหว เด็กน้อยเข้าใจสิ่งเหล่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็สับสนอยู่เช่นกัน เด็กน้อยพลันเหลือไปเห็นนกกระจอกห้าสี ที่กำลังกระโดดเด้งไปมาอยู่ใกล้ๆ ราวกับจะท้าทายเด็กน้อย ทันใดนั้นเองเด็กน้อยก็กระโจนไปหานกกระจอกห้าสี

แต่โชคไม่ดีนัก ที่ลื่นล้มไปเสียก่อน เด็กน้อยลูบไปที่ก้นน้อยๆของตนอย่างเจ็บปวด แต่ความเจ็บปวดก็ไม่ได้ทำให้เด็กน้อยร้องไห้งอแง หรือโกรธเกรี้ยวแต่อย่างใด ท้ายที่สุด เด็กน้อยก็ถอนหายใจ ก่อนจะไล่ตามอย่างไม่ยอมแพ้

“เอาล่ะ พอได้แล้ว”

เมื่อได้ยินเสียงตะโกน เหล่าเด็กทั้งหลายต่างก็ร่าเริงขึ้นมาทันทีพร้อมทั้งยังนวดไปที่มือและเท้าด้วยความเมื่อยล้า หลังจากนั้นเหล่าเด็กๆทั้งหลายต่างก็แยกย้ายกลับไปบ้านของแต่ละคนเพื่อกินอาหารเช้า

เหล่าชาวบ้านที่แก่ชราต่างยิ้มให้แก่กัน พลางปีนป่ายลงจากหินก้อนยักษ์ ส่วนบรรดาพยัคฆ์หนุ่มทั้งหลาย ต่างหัวเราะเสียงดังและติดตามกลุ่มเด็กๆ กลับบ้านอีกทั้งยังเข้าไปช่วยถืออาวุธของเหล่าเด็กน้อย

หมู่บ้านหินผา ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก มีประชากรทั้งหมดประมาณ 300 คน ประกอบไปด้วยชายหญิงสัดส่วนพอๆกันบ้านทั้งหมดถูกสร้างด้วยหินขนาดใหญ่เนื่องจากชาวบ้านชื่นชอบความเรียบง่ายและความเป็นธรรมชาติ

ณ ที่หน้าหมู่บ้าน มีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีร่องรอยของการถูกฟ้าผ่า ด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 12 เมตรหรืออาจมากกว่านั้น ตรงกิ่งก้านนั้นยังคงมีรอยไหม้ แต่ก็ถูกปกปิดแสงอรุณยามเช้า ดูเหมือนเป็นเพียงต้นไม้ธรรมดาต้นหนึ่ง

แต่สำหรับหมู่บ้านหินผาแห่งนี้ เปรียบเสมือนกับที่สิงสถิตแห่งจิตวิญญาณ ทุกคนในหมู่ต่างเรียกขานว่า ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์

“โอ้วว นั่นเนื้อมังกรดินไม่ใช่เหรอ แบ่งให้ข้าบ้างสิ”

เด็กบางคนนั้นดูกระฉับกระเฉงและกระสับกระส่าย ในระหว่างการกิน พวกเขาไม่ได้มีมารยาทมากนัก เด็กหลายๆคน มาจากบ้านของพวกเขาเพื่อจับกลุ่มด้วยกัน

ท่ามกลางใบไม้และต้นหญ้าที่ปลิวไสวรอบๆ หมู่บ้านหินผาถึงแม้ว่าที่แห่งนี้จะเต็มไปด้วยเหล่าสัตว์ร้าย แต่พวกเข้ายังมีคนคอยดูแลปกป้อง ทางด้านอาหารเองก็ไม่ได้มีเหลือมากพอสำหรับชาวบ้านมากนัก ดังนั้นในชามของเด็กๆ จะมีแค่ขนมปังผิวหยาบ ผลไม้ป่า แล้วเนื้อสัตว์ที่หายากเพียงแค่นั้น

ในปัจจัยการขาดแคลนอาหารนั้น มักจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหมู่บ้านหินผาเสมอ เนื่องจากแนวเขาแถวนี้เต็มไปด้วยอันตรายมากมาย ทั้งสัตว์อสูร และอสูร วิหคได้ที่ดุร้าย ทั้งแข็งแกร่งและน่ากลัว

ทุกครั้งที่พวกเขานั้นออกล่า มีความเสียงสูงมากที่จะไม่สามารถรอดชีวิตกลับมาได้ ถ้าเลือกได้พวกเขาก็ไม่ต้องการที่เข้าไปในหุบเขาเช่นกัน เพราะที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยคาวเลือดและการสูญเสีย

สำหรับพวกเขา อาหารนั้นเป็นเหมือนสิ่งล้ำค่า ที่ไม่อนุญาตให้บริโภคอย่างสิ้นเปลือง ทุกคนถูกสอนมาตั้งแต่เป็นเด็ก ความหิวโหย อาหาร การล่า ชีวิต และเลือด ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด

ณ ลานบ้านของอดีตหัวหน้าหมู่บ้าน ‘ฉีหยุ่นเฟิง’ ตั้งอยู่บริเวณหน้าหมู่บ้าน บ้านของเข้าถูกสร้างหินขนาดใหญ่ประกอบเข้าด้วยกัน และมีหลังคาที่ทำจากไม้

โดยภายในจะมีห้องครัวอยู่ด้านหน้า ซึ่งมีของเหลวสีขาวกำลังถูกต้มอยู่ในหม้อดินเผาและกำลังส่งกลิ่นหอมไปทั่ว โดยที่เขากำลังเคี่ยวพร้อมทั้งใส่สมุนไพรเล็กน้อยของเหลวสีขาวนั้นคือนมจากสัตว์อสูรนั่นเอง

ไม่นานนัก เขาก็ตะโกนเรียกขึ้นมา

“เจ้าหนู มากินอาหารได้แล้ว”

เด็กน้อยคนนี้สูญเสียครอบครัวไปตั้งแต่งอายุไม่ถึงขวบปี และนั่นทำให้เด็กน้อย โตมาด้วยนมจากสัตว์อสูร เด็กน้อยดื่มนมสัตว์อสูรมาหลายเดือนแล้ว

ถ้าเป็นเด็กทั่วไป คงจะเริ่มกินอาหารอ่อนๆบ้างแล้ว แต่เด็กน้อยกลับยังดื่มนมอย่างมีความสุข เด็กน้อยยังคงพึงพอใจที่จะดื่มนมต่อไป นั่นเป็นเหตุทำให้เด็กน้อยโดยหัวเราะเยาะจากเด็กที่โตกว่า

“แฮ่กๆ ข้าวิ่งต่อไม่ไหวแล้ว”

หลังจากที่เด็กน้อยวิ่งไล่ตามนกกระจอกห้าสีอย่างไม่ลดละ เด็กน้อยพ่นหายใจอย่างแรกพร้อมทิ้งตัวนั่งลงบนพื้น

“เจ้าหนู มาดื่มนมของเจ้าได้แล้ว”

มีเสียงดังมาจากหนึ่งในกลุ่มเด็กโต

“เฮ้ย!! เจ้าลิงทั้งหลาย พวกเจ้าทั้งหมดต่างก็เคยดูดนมมาแล้วไม่ใช่รึ ? ”

อดีตหัวหน้าหมู่บ้านยิ้ม พลางตำหนิเด็กพวกนั้น

“แต่พวกข้าก็เลิกดื่มนมไปตั้งแต่ขวบครึ่งแล้ว ฮี่ๆๆ”

เด็กน้อยนั้นยิ้มอย่างโง่งมให้กับการกลั่นแกล้งของเหล่าเด็กโตกลุ่มนั้น ดวงตากลมโตอันสดใสของเด็กน้อยหรี่ลงคล้ายดั่งจันทร์เสี้ยว และดูเหมือนเด็กนั้นจะไม่สนใจ และยังตั้งใจดื่มนมของตนอย่างมีความสุข

หลังจากมื้อเช้า เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายภายในหมู่บ้านต่างมารวมกลุ่มที่ลานบ้านของอดีตหัวหน้าหมู่บ้าน ฉีหยุ่นเฟิง ถึงแม้ผมของเหล่าผู้อาวุโสจะขาวโพลน แต่พวกเข้ายังคงคล่องแคล่วเปี่ยมด้วยพลัง

“มีบางอย่างผิดปกติในตอนนี้ กลางดึกเมื่อคืน สิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์เคลื่อนผ่านไปสร้างความตระหนกไปทั่ว จะต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นในหุบเขาอย่างแน่นอน”

“อืม.. ข้าสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกครู่หนึ่ง จู่ๆก็รู้สึกหนาวยะเยือกไปจนถึงกระดูกจะต้องมีอสูรร้ายหรือบางสิ่งที่เลวร้ายเคลื่อนผ่านไปอย่างแน่นอน”

ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างก็พูดไปในทิศทางเดียวกัน พวกเขาขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างคร่ำเคร่งเกี่ยวกับการสนทนาถึงบางสิ่งที่กำลังคืบคลานเข้ามา บางสิ่งที่แตกต่างจากที่พวกเขาเคยเจอมา

“ข้ารู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งที่น่าตกใจกำลังเกิดขึ้นเพื่อการดึงดูดความสนใจทุกสิ่งที่อยู่ในบริเวณส่วนลึกของดินแดนรกร้าง หรือไม่อาจเป็นซากโบราณ ดังนั้นพวกเราควรจะรีบไปตรวจสอบที่แห่งนั้นในทันที”

‘ฉีหยุ่นเฟิง’พูดขึ้นมาหลังครุ่นคิดไปชั่วครู่

“หรือภูเขาสมบัติจะปรากฏขึ้นมา? ”

ผู้อาวุโสคนหนึ่งโพล่งออกมาด้วยดวงตาเบิกกว้าง ผมและหนวดเคราชี้ชัน ดูเหมือนเขาจะตกใจมากจริงๆ

ผู้อาวุโสคนอื่นก็ไม่แตกต่างกันมากนัก และในตาพวกเข้าราวกับมีเพลิงลุกไหม้อยู่ภายใน อย่างไรก็ตาม ไฟในดวงตาก็มอดดับอย่างรวดเร็วเพราะบางสิ่งนั้นปรากฏขึ้นในส่วนที่ลึกที่สุดของหุบเขามืด ไม่เคยมีใครสามารถเข้าไปยังพื้นที่แห่งนั้นได้มาก่อน

หลายปีที่ผ่านมาไม่เคยมีใครรอดกลับมาจากพื้นที่แห่งนั้นได้ พวกเขาคิดว่านั้นมีบางสิ่งที่ทรงพลังมากอาศัยอยู่ภายในนั้น แต่ก็ไม่มีใครพิสูจน์ได้มาก่อน

“หัวหน้า พวกเราไม่ควรเข้าไปในช่วงเวลาสองสามวันนี้”

ในตอนนั้นเองมีชายฉกรรจ์ดูเข้มแข็งเดินเข้ามา เขาคือหัวหน้าทีมนักล่า อีกทั้งยังเป็นหัวหน้าหมู่บ้านคนถัดไป

“ความสงบช่างผ่านไปเร็วนัก”

‘ฉีหยุ่นเฟิง’ขมวดคิ้วจนเกิดรอยย่น

“แต่นี่ยังไม่ถึงเวลาที่อาหารใกล้จะหมดเลยนะ ขอรับ”

‘ฉีหลินหู่’ กล่าวตอบ รูปร่างของเขาดูสูงใหญ่ น่าจะเกินสองเมตร เขาพกดาบเหล็กกล้าน้ำหนัก 300 จินและโครงร่างทั้งหมดของเขาดูแข็งแกร่งคล้ายหมียักษ์กล้ามเนื้อทั้งร่างมีสีทองแดง กำลังเคลื่อนไหวราวกับงูขนาดยักษ์

“นั่นเป็นความจำเป็นเล็กน้อยสำหรับการเติบโตและพวกเราก็ไม่สามารถอดอาหารไปได้ตลอด”

คำกล่าวจากผู้แก่กว่า

“แม้ว่าอาจจะไม่ดีนักสำหรับความเงียบสงบในค่ำคืนนี้ ในทางกลับกันนั่นไม่ใช่ เรื่องผิดปกติเช่นกัน ข้าจะนำคนออกไป และมันจะไม่มีปัญหาอะไร หากพวกเราระวังตัว”

ท้ายที่สุด สิบสองนักล่าที่เก่งที่สุดได้รวมตัวกันหน้าลานหมู่บ้านหัวหน้า’ฉีหยุ่นเฟิง’ได้นำพวกไปที่หน้าต้นไม้ใหญ่ที่ถูกฟ้าผ่า เพื่อสวดภาวนาต่อจิตวิญญาณ

“ขอจิตวิญญาณแห่งผู้พิทักษ์ โปรดคุ้มครองพวกเราทุกคน นำเราไปสู่เหยื่ออันอ้วนพีเพื่อเหล่าเด็กๆ และปลอดภัยกลับมา ด้วยหัวใจแห่งศรัทธา ข้าขอสักการะแด่การกำเนิดใหม่”

 

 

ที่มา:

ตอนต่อไป
comments