I-Here.info [ไอ้-เหี้ย ดอท อินโฟ]

tsuki-ga-michibiku-isekai-douchuu ตอนที่ 9 สวนที่อยู่ในสายหมอก

| Tsuki ga Michibiku Isekai Douchuu | 1793 | 1454 วันที่แล้ว
ตอนที่แล้วตอนต่อไป

ผมเข้าใจอยู่สองอย่างตอนที่ผมมายังโลกแห่งนี่ ผมขาดแคลนสิ่งที่ผม ‘เข้าใจ’ เป็นอย่างมาก ฉะนั้นข้อมูลนี่ค่อนข้างจะมีค่าทีเดียวอย่างแรกเลยก็คือพลังของผม มันคือพลังที่เอาไว้ใช้สร้าง ‘แอเรีย(พื้นที่)’โดยมีตัวผมเป็นศูนย์กลาง ผมสามารถสร้างแอเรียออกมาในรัศมีของทรงกลมรอบตัว และข้างในแอเรียนี้ผมสามารถกำหนดคุณสมบัติและการแสดงผลในอนาเขตของมันได้

ระยะของมันนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด  ผมสามารถครอบคลุมสิ่งที่ผมเห็นทั้งหมดไว้ในแอเรียได้เลยด้วยซ้ำแต่ว่าถ้าหากมันใหญ่ขึ้น ประสิทธิภาพในการใช้งานก็จะลดลงเช่นกันสิ่งที่อยู่ข้างในมันทั้งหมด จะได้รับผลกระทบจากการแสดงผลของมันนั่นหมายความว่า ตัวผมเองก็ได้รับผลกระทบเองจากมันด้วยเช่นกัน ถ้าหากผมไม่ทำอะไรสักอย่างให้มันยกเว้นเฉพาะตัวผมแล้วหล่ะก็

ผมก็คงจะไม่สามารถใช้มันเพื่อโจมตีได้ ไม่สิ ผมไม่สามารถทำได้เลยต่างหากผมไม่อยากจะลองใช้มันโจมตีด้วยซ้ำ เพราะผมอาจจะตายด้วยพลังของผมเองก็เป็นได้ในการต่อสู้กับเช็น ความสามารถที่ผมใช้ก็คือ ‘ค้นหา’  หรือก็คือการสำรวจพื้นที่นั้นแหละผมรู้สึกได้เลยว่าทักษะนี้ มันจะครอบคลุมความสามารถทุกอย่างมากเกินไปด้วยซ้ำ

ผมรู้สึกขอบคุณท่าน’สึคุโยมิ’ เป็นอย่างมาก แต่ถ้าผมจะใช้มัน ผมจำเป็นต้องวางแผนให้ดีซะก่อน ไม่อย่างนั้นมันอาจจะกลายเป็นปัญหาแม้แต่ตัวผมเองก็เป็นได้  ยังไงก็ตาม มันก็ยังมีประโยชน์มากอยู่ดีและอีกอย่างนึงที่ผมเข้าใจก็คือ ขนาดความกว้างและขอบเขตภูมิประเทศของสถานที่ที่ผมกำลังอยู่ในตอนนี้ที่นี่คือจุดปลายของโลกอย่างไม่ต้องสงสัย

ยิ่งไปกว่านั้น ตัวผมเองก็ดันมาอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกันเจาะจงอีกหน่อยก็ ที่นี่คือสุดขอบโลกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือสถานที่ที่เช็นอยู่นั้น อีกนิดเดียวก็จะถึงจะปลายของเขตตะวักตนเฉียงเหนืออยู่แล้วในระหว่างทางที่ผมเดินไปยังเขตที่มีมนุษย์อาศัยอยู่โดยใช้เส้นทางที่สั้นที่สุด

ผมเดินไปพร้อมๆกับเอม่า เพื่อส่งเธอกลับไปยังหมู่บ้านของเหล่าออร์คภูเขา ระหว่างนั้นเอง ที่ผมยืนยันตำแหน่งปัจจุบันของผมถ้าเป็นแบบนี้ ผมน่าจะไปถึงเขตที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ได้ในที่สุด ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก ที่มันไม่ใช่สถานที่ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือหรือทิศตะวันตกเฉียงใต้ของโลก

ดูเหมือนว่าถิ่นอาศัยของมนุษย์ส่วนหนึ่งจะอยู่บริเวณทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเพราะพวกออร์คบอกบางสิ่งที่น่ากลัวกับผมว่า ‘พวกเราไม่รู้ว่าทิศใต้ของโลกนี้มันอยู่ห่างไกลจากทิศเหนือมากแค่ไหน’พวกเขาบอกกับผมว่า บริเวณรอบๆพื้นที่รกร้างแห่งนี้ ถูกล้อมรอบไปด้วยหน้าผาชัน

แต่ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาบางอย่างจากทางทิศใต้ ทำให้พวกเขาไม่สามารถระบุข้อมูลภูมิประเทศของทางทิศนั้นได้  พอผมถามว่ามันเป็นแอ่งระหว่างภูเขารึเปล่า  พวกเขาตอบกลับมาว่า ‘ไม่ใช่หรอก มันเป็นพื้นที่ที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล’  ผมเกือบจะไม่เข้าใจแล้ว ว่าพวกเขาสื่อถึงอะไรพอผมได้ฟังคำอธิบายที่ลึกลงไปอีกนิด ผมก็เข้าใจได้ว่า

มันเป็นหน้าผาที่ลึกลงไปกว่าหนึ่งร้อยเมตร จากระดับน้ำทะเลตอนที่ผมถามว่ามันเป็นน้ำที่มีรสชาติเข็มรึเปล่า  ผมเกือบคิดว่าพวกเขาจะเอา บันทึกของทะเลมรณะ(เดดซี)* หรืออะไรทำนองนั้นออกมาซะอีก

[ตรงนี้เหมือนคนแปลอังกฤษเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันครับ แต่ผมคิดว่าน่าจะกล่าวถึงทะเลที่เรียกว่าเดดซี ซึ่งมีความเข้มข้นของเกลือสูง อ่านเพิ่มเติมได่ที่นี่  ]

ผมแวะไปที่ถ้ำของพวกออร์ค เพราะมันอยู่ระหว่างทางไปเขตอาศัยของมนุษย์ แล้วก็เจอเอม่าที่นั่น แล้วตอนที่เธอเห็นเช็น ในร่างที่ไม่ใช่ร่างเดิมของเช็นอีกต่อไป เธอก็เกือบจะสลบไป  แต่ก็ดีแล้ว เพราะเธอไม่รู้ว่า รูปร่างเดิมของเช็นนั้นเป็นอย่างไร มันก็เลยจบลงที่อาการตกใจเพียงเล็กน้อยถ้าหากมีคนที่รู้จักมังกรอยู่หล่ะก็  ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะมีกี่คนที่สลบไป

หลังจากเห็นรูปร่างใหม่ของ’เช็น’เพราะว่าหลังจากที่ทำสนธิสัญญาแล้ว รูปร่างของเช็นเปลี่ยนไปเป็นรูปร่างของมนุษย์  ตอนแรกที่ผมเห็น ผมถึงกับอุทานออกมาเลยว่า ‘เธอเป็นใคร?’ ถึงแม้ว่าผมจะเห็นเธอเปลี่ยนร่างกับตาตัวเองก็เถอะผม ที่ซึ่งวางแผนที่จะขี่หลังของมังกรเพื่อเดินทาง ถึงกับเข้าสู่ภาวะช็อค

แล้วก็ต้องจำใจเปลี่ยนแผนใหม่สนธิสัญญาดูเหมือนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเผ่าพันธุ์ที่ทำสัญญากัน แล้วก็จะมีฝ่ายที่ได้รับผลประโยชน์ กับฝ่ายที่เสียผลประโยชน์อยู่สนธิสัญญาแบบ 50-50 ร่างของทั้งสองฝ่ายจะไม่เปลี่ยนไป แต่ถ้าหากมีความแตกต่างของพลังอย่างมากแล้วหล่ะก็ ฝ่ายที่อ่อนแอกว่าจะต้องถูกบังคับให้มีรูปร่างที่ต่างไปจากเดิม

มังกรตัวนี้บอกผมว่า มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกได้ว่าแข็งแกร่งที่สุด แต่เหมือนว่านั้นจะเป็นคำโกหก เพราะว่าสนธิสัญญาจบลงที่รูปแบบ 80-20 หรือก็คือ แบบ ‘ปกครอง’ โดยที่มีผมเป็นฝ่ายที่อยู่ในฝั่งที่ได้เปรียบกว่า

หรือก็คือฝั่ง 80.. ถึงแม้จะกลายมาเป็นความสัมพันธ์แบบปกครองก็เถอะ ผู้หญิงคนนี้ก็ยังมีนิสัยหยิ่งผยองไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่ถ้าหากสนธิสัญญาทำให้มันมาถึงขั้นนี้ได้หล่ะก็ ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนรูปร่างจะเป็นเรื่องที่โดดเด่นพอสมควรถึงแบบนั้นแล้ว บางอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ดวงตา แล้วก็ เขี้ยว ของเธอยังเป็นแบบเดิมอยู่

แต่ว่ารูปกายของ’เช็น’ในตอนนี้ พูดง่ายๆก็คือ กลายเป็นมนุษย์ไปแล้วผมสีน้ำเงินที่ดูเท่แล้วก็งดงาม หน้าตาของเธอเป็นหน้าตาที่คล้ายกับคนญี่ปุ่น หรือจะเป็นเพราะตัวผมเป็นคนญี่ปุ่นกันนะ?แต่รูปกายของเธอนั้น งดงามยิ่งกว่าคนญี่ปุ่นอย่างแน่นอน!

เรียกได้ว่ามีหุ่นระดับโมเดลเลยก็ว่าได้แต่น่าเศร้าหน่อย ที่ดูเหมือนชุดกิโมโนจะไม่เข้ากับเธอ  ผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะเสื้อผ้าที่เธอใส่ตอนนี้ ถูกสร้างเพื่อให้เหมาะกับคนญี่ปุ่นยุคเก่า  ถ้าจะให้มันเข้ากับเธอหล่ะก็ ส่วนลำตัวจะต้องยาวกว่านี้ แล้วส่วนขาก็ต้องสั้นกว่านี้ แต่ผมคิดว่ามันน่าจะทำยากพอสมควรเลยหล่ะแต่ยังไงก็เถอะ ผมไม่มีปัญหาหรอกนะถ้าผมจะเป็นคนใส่มันเอง แต่ผมกลับพูดแบบนั้นไปแล้ว

ผมออกจะ…ช่างเถอะ

เอาเป็นว่าผมรู้อยู่แล้วว่ามันต้องเหมาะกับผมอย่างแน่นอนทรงผมของเธอเป็นสีน้ำเงิน แล้วเธอก็ยังเป็นครึ่งคนครึ่งมังกร

ฉะนั้น… ใช่ มันไม่เหมาะกับเธอหรอก ด้วยสัดส่วนที่งดงามแบบนั้น แล้วก็ลำตัวที่เรียกได้ว่าสมส่วน และไม่มีส่วนใดเลยที่ดูเหมือนจะเกินเลยโดยไม่จำเป็นถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้ออกกำลังกายเพราะเอาแต่หลับอุตุอยู่บนภูเขาตลอดเวลาก็เถอะ มันไม่ยุติธรรมเลยจริงไหม?ถ้าหากมาคิดถึงคุณสมบัติในพลังของเธอแล้วหล่ะก็

ผมสามารถเข้าใจได้ว่าทำไมเธอถึงเรียกว่าผู้ไร้พ่ายไม่ต้องสงสัยเลยว่านั่นจะต้องเป็นภาพมายาที่ไม่ธรรมดา แล้วก็วิธีการต่อสู้ของเธอ บ่งบอกได้เลยว่าเธอจะไม่มีวันพ่ายแพ้อย่างแน่นอนหลังจากที่ทำสนธิสัญญาแบบปกครอง เหมือนผมยังเหลือพลังงานสำหรับทำสัญญาครั้งต่อไปอีก 60%ถึงแม้ว่าเธอจะบอกผมว่ามันทำได้ครั้งเดียวก็เถอะ

แต่อยู่ดีๆมันกลับกลายเป็นอีกแบบหนึ่งสะอย่างงั้นถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็น่าจะหมายถึง ผมสามารถทำสนธิสัญญากับมาโมโนะที่มีระดับเดียวกับเช็น ได้อีกครั้งหนึ่งแต่มันก็เป็นเรื่องที่ดีนะ ฉะนั้นผมยกโทษให้เธอก็แล้วกันไม่มีใครบอกผม ถึงวิธีการคำนวณระดับพลังงาน

ผมเลยกลัวที่จะทำสนธิสัญญาอีกครั้งหนึ่งแต่ตอนนี้ มีพื้นที่เผื่อไว้ก่อนก็ไม่เสียหายผมยังได้ยินเธอพูดถึงความสามารถพิเศษของเธอ ซึ่งเรียกว่า ‘อะโซระ’ อีกด้วย  แต่ดูเหมือนว่า จากผลกระทบของสนธิสัญญา ทำให้ความสามารถนี้มันผิดเพี้ยนไปดินแดนที่ควรจะเป็นพื้นที่ว่างเปล่าเล็กๆ  กลับกลายเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยสีเขียวสำหรับผมที่อยู่กับดินแดนที่เหมือนทะเลทรายมานาน

แค่สูดอากาศของป่าไม้เข้าไปครั้งหนึ่ง ทั่วทั้งร่างก็รู้สึกสดชื่นเหมือนกับได้เกิดใหม่มันเป็นสถานที่ที่มีทุ่งหญ้าค่อนข้างสูง  ความสูงของหญ้านั้นถึงระดับหัวเข่าของผมเลยหล่ะ แล้วห่างไปอีกหน่อยจะเป็นพื้นที่ที่ดูโล่ง แต่ก็ยังมีต้นไม้และพุ่มไม้เป็นย่อมๆ อาจจะเป็นเพราะว่า จุดที่ผมยืนอยู่มันยังไม่ค่อยมีอะไรมาก

แต่เมื่อผมสำรวจพื้นที่ที่ไกลออกไป ผมเองก็ไม่เห็นสิ่งที่ถูกสร้างด้วยมือเช่นกัน พูดได้ว่า มันถูกสร้างขึ้นจากธรรมชาติโดยแท้ในสถานที่ที่ผมไปตรวจสอบ ผมยังไม่เจออะไรที่เรียกว่าน้ำได้เลย ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ หรือแค่บ่อน้ำก็ยังดี แต่ว่าบางครั้ง เวลามีสายลมอ่อนๆ พัดหญ้าให้เป็นคลื่น ผมได้กลิ่นอายของธรรมชาติ แล้วก็รู้สึกได้ถึง ตัวตนของสิ่งที่เรียกว่าน้ำอีกด้วย

แต่จากจุดที่ผมยืนอยู่ ผมก็ยังคงเห็นแต่สีเขียว แต่มันน่าจะมีแหล่งน้ำอยู่ที่ไหนสักแห่งอย่างแน่นอนด้วยการสั่นไหวที่ไม่ปกติของผืนป่าในเงามืดและทุ่งหญ้าบริเวณใกล้เคียง ผมรู้สึกได้ถึงตัวตนของสิ่งที่มีชีวิตอีกด้วยจะต้องมีสัตว์บางชนิดอยู่ที่นี่แน่ ผมยังไม่เห็นมันสักตัวก็จริง แต่จากการที่ผมเห็นพืชที่ผมรู้จักเรียงรายอยู่ฉะนั้นสัตว์เองก็น่าจะมีรูปร่างในแบบที่ผมรู้จักอย่างแน่นอนดูเหมือนว่าขนาดของที่แห่งนี้จะกว้างขวางมาก

มีเพียงแค่อย่างเดียวที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ‘สุดเขตแดน’ ผมไม่รู้ว่าเรียกแบบนี้จะถูกต้องรึเปล่านะ แต่ไม่ว่าผมจะมองอย่างไร สิ่งที่ผมเห็นอยู่ไกลๆนั่นก็คือ หมอกที่ก่อตัวเป็นลักษณะของกำแพง แต่ผมก็ยังไม่ได้ตรวจสอบว่า หลังกำแพงหมอกนั่นมีอะไรอยู่บ้างถึงแม้ว่าผมจะสามารถใช้พลังของผม ‘ค้นหา’ ดูได้ก็เถอะ แต่ผมตัดสินใจที่จะหยุดการสำรวจไว้แค่นั้นก่อน

ต่อให้ผมพูดว่ามันเป็นกำแพงก็เถอะ นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าผมแค่อยู่ห่างจากมันเกินไปก็ได้ ผมเลยเห็นเป็นแบบนั้นแต่ผมก็ไม่รู้สึกเลยว่า ดินแดนแห่งนี้จะสิ้นสุดลงแค่ด้านหน้าของกำแพงหมอกนั่นนี่อาจจะไม่ใช่คำอธิบายที่ดี แต่ว่าเมื่อนานมาแล้ว ตอนที่ผมปีนขึ้นไปบนยอดเขาสูง แล้วผมก็มองลงมาที่เมืองที่ผมอาศัยอยู่

ผมรู้สึกว่าได้ชัดเจนเลยว่า ขนาดของพื้นที่แห่งนี่ น่าจะไม่ต่างไปจากขนาดจากเมืองที่ผมเห็นในตอนนั้นถ้าหากคิดเพิ่มเติมว่า ผมเป็นคนเดียวที่ยืนอยู่ที่ดินแดนแห่งนี่หล่ะก็ ผมกล้าพูดได้เลยว่า ที่นี่มันใหญ่กว่ากันเยอะอะโซระ คืออะไรกันแน่?ผมกำลังจะถามกับเช็นแบบนั้น แต่’เช็น’ก็ยิงคำถามใส่ผมก่อนว่า

” ที่นี่ที่ไหน? “

ถามอย่างกับผมจะรู้!พื้นที่ว่างเปล่า ที่น่าจะเป็นพื้นที่ที่ถูกสร้างขึ้นชั่วคราว กลับกลายเป็นโลกใบใหม่ หรืออะไรทำนองนั้นแล้วมันก็ยังเป็นโลกที่เสถียรในระดับที่ไม่ปกติอีกด้วยผมยืนยันแล้วว่ามันมีพืชพันธุ์ที่ผมรู้จัก เติบโตอยู่ในสถานที่แห่งนี้ด้วย  แล้วตอนที่ผมพยายามลองกินมันดูมันก็มีรสชาติเหมือนกับพืชพันธุ์ที่ผมรู้จัก

ผมคิดถึงมันเหลือเกิน ต้นสน แล้วก็ ต้นไซเปรซ ต้นไม้ที่ซึ่งกลิ่นของมันทำให้ผมคิดถึงบ้านเกิดขึ้นมาเช็น ผู้ซึ่งกลายร่างเป็นหญิงสาวสุดสวย  ดวงตาของเธอบ่งบอกว่า สถานที่แห่งนี้ก็ลึกลับสำหรับเธอเองเหมือนกันถึงแม้ว่าที่แห่งนี้ จะสามารถเข้ามาได้จากการใช้หมอกของเธอเป็นสื่อกลางก็เถอะ….

พึ่งพาไม่ได้เลยจริงๆเธอยังพูดถึงอะไรบางอย่างที่เหมือนกับลางสังหรอีกด้วย  เธอบอกผมว่า เธอรู้สึกได้ว่าสถานที่แห่งนี่มันยังค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย  กำแพงนั่นน่าจะกำลังถอยหลังไปอย่างช้าๆจากที่เช็นบอกมา อากาศในบริเวณนี้มีพลังเวทย์* ที่เบาบางมาก แล้วเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน พืชพันธุ์พวกนี้เองก็มีพลังเวทย์บรรจุอยู่โดยตรง

เสร็จแล้วก็ปล่อยมันออกมาสู่อากาศภายนอกนั่นคือสิ่งที่เช็นอธิบายให้ผมฟัง แต่เนื่องจากผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกนี่เลย ผมเลยไม่เข้าใจที่เธอพูดเลยสักนิด

[*เดิมทีตรงนี้คือมาร์โยกุนะครับ แต่ขอเปลี่ยนไปใช้ พลังเวทย์ ตรงตัว ตามคำแนะนำของ Yongkare01 นะครับ]

ดูเหมือนว่าสำหรับโลกใบนี้ การมีพลังเวทย์ที่เบาบางในอากาศจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเช็น เธอได้ตัดหญ้าเหล่านั้นมาวางไว้บนฝ่ามือ แล้วก็จ้องมองมันสำหรับตอนนี้ ผมไม่มีข้อมูลเลยว่าสถานที่แห่งนี้มันตั้งอยู่ที่ไหน เพราะมันเป็นสถานที่ที่ใช้หมอกนั่นเป็นสื่อกลางในการเข้ามายังที่แห่งนี้

แต่ดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยอย่างน้อยก็ไม่มีเทพธิดาอยู่หล่ะนะดังนั้น ถ้าหากผมสร้างเมืองที่นี่ มันก็จะกลายเป็นเมืองลับแล นั่นคือสิ่งที่ผมบอกเช็นไปในรูปแบบของมุขตลก แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ดูเหมือนว่าสุดท้ายแล้วเธอก็เอาเก็บไปคิดแบบเป็นจริงเป็นจริงซะอย่างนั้นหรือว่าผมจะเผลอวางกับระเบิด

แล้วก็เหยียบใส่มันซะเองอีกแล้ว?

ยังไงก็ตาม คืนนี้ก็พักผ่อนก่อนแล้วกัน ตัวผมผู้ซึ่งกลับมายังหมู่บ้านของออร์ค ตัดสินใจว่าแค่วันนี้วันเดียวจะหยุดความคิดทุกอย่างลงนี่เป็นครั้งแรกเลย ที่ผมได้นอนในสิ่งที่เรียกว่าเตียง  พรุ่งนี้ผมก็จะไปจากหมู่บ้านแห่งนี้ แล้วขณะที่ตั้งแคมป์ระหว่างทาง ผมก็จะหาเส้นทางไปยังจุดที่น่าจะมีมหนุษย์อาศัยอยู่ในระหว่างทาง

ผมน่าจะเจอถิ่นอาศัยของเหล่ามาโมโนะเยอะแยะเลยหล่ะ แต่ตอนนี้ผมมีเช็นอยู่ด้วยปัญหาเหล่านั้นก็น่าจะแก้ได้อย่างง่ายดาย

” หลับกันเถอะ “

(มาโกโตะ)

” เอ่อ.. เช็น  นี่มันเรื่องอะไรกัน? “

(มาโกโตะ)

” โฮโฮ่~ ไม่เข้าใจอย่างงั้นเหรอ เจ้านาย? “

(เช็น)

” พวกออร์คทั้งหมู่บ้านมาอำลาพวกเราเหรอ? “

(มาโกโตะ)

” ผิด! พวกเขากำลังจะย้ายถิ่นฐาน! “

(เช็น)

ผมยิ่งไม่เข้าใจไปกันใหญ่เช็นต้องการอะไร  เช็นผู้ซึ่งเป็นสาวแสนสวยที่มีส่วนสูงมากกว่า 180 เซนติเมตร ทำท่ายืดอกเพื่ออะไร?ผมคิดว่ามันเป็นการกระทำที่ค่อนข้างตอกย้ำผม ผู้ซึ่งสูงแค่ 160 เซนติเมตรเท่านั้นเองยิ่งไปกว่านั้น ย้ายถิ่นฐานในดินแดนรกแล้งนี่?เธอพูดอะไรของเธออยู่?

สถานที่ที่พวกเขาสามารถอาศัยอยู่ได้นั้นมีจำกัด  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขามีจำนวนค่อนข้างมากทีเดียว ฉะนั้นมันไม่น่าจะง่ายเลยที่จะทำการย้ายหมู่บ้านแต่พอได้ยินเช็นพูดแบบนั้น ผมก็สั่งเกตุได้ว่าพวกเขากำลังแบกข้าวของเครื่องใช้ต่างๆไว้ที่หลังด้วย

ฉะนั้น ที่เธอบอกว่าพวกเขากำลังจะย้ายถิ่นฐาน

ก็น่าจะเป็นความจริงหล่ะนะพวกเขาวางแผนจะทำแบบนั้นตั้งแต่แรกแล้วเหรอ?

” พวกเราจะขออยู่ในความดูแลของท่านนะครับ “

ผู้ใหญ่บ้านก้มหัวให้กับผมอะไรเนี่ย? ‘เช็น’ไปเป่าหูอะไรพวกเขามา?ก็จริงนะ ที่พวกเขาเคยมอบที่อยู่แล้วก็อาหารให้กับผม  เพื่อเป็นการตอบแทน อย่างน้อยผมก็ควรจะคอยคุ้มกันพวกเขา ก่อนที่พวกเขาจะถึงที่ตั้งถิ่นฐานแห่งใหม่  ผมไม่มีปัญหาหรอกแล้วก็ ผมอยากจะลองใช้ความสามารถของพลังของผมดู

โดยเฉพาะกับเรื่องที่ว่า มันจะกระทบบุคคลอื่นอย่างไรบ้างถ้าหากมันเกินเลยหล่ะก็ ผมก็คงจะต้องไปทดลองใช้ในโอกาสอื่น

” พวกคุณต้องการจะเดินทางไปที่ไหนกันหล่ะ? ถ้าหากแค่คุ้มกัน ผมก็ยินดีที่จะช่วยเหลือ “

(มาโกโตะ)

แต่ผู้ใหญ่บ้านกลับจ้องมองผม ด้วยสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยมันยากมากเลย ที่จะดูว่าเขากำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่ แต่เหมือนจะเป็นสีหน้าลำบากใจแฮะ

‘เช็น’มองไปหาผู้ใหญ่บ้าน เหมือนกับจะบอกอะไรบางอย่างแก่เขา แล้วก็พยักหน้าของเธอขึ้นลง

” เจ้านาย “

(เช็น)

” หืม? “

(มาโกโตะ)

” จุดปลายของโลกแห่งนี้มันโหดร้าย เข้าใจใช่ไหม? “

(เช็น)

” อืม “

(มาโกโตะ)

” พวกออร์คไม่มีสถานที่อย่างแน่นอน ว่าจะไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ไหน  แล้วก็ระหว่างทาง พวกเขาอาจจะถูกจู่โจมได้ ภัยอันตรายที่พวกเขาจะเจอมีอยู่อย่างมากมาย “

(เช็น)

” ใช่แล้ว ดินแดนแห่งนี้มันดูโหดร้ายจริงๆนั้นแหละ “

(มาโกโตะ)

เธออยากจะพูดอะไรกันแน่ ผู้หญิงคนนี้? เพราะว่าผมยังคิดชื่อให้เธอไม่ได้ เธอเลยเล่นปัญหาเชาเพื่อแกล้งผมเหรอ?

” นั่นแหละคือเหตุผล ข้าเลยคิดว่าจะให้พวกเขาเข้ามาอาศัยยังโลกของพวกเรา! “

(เช็น)

” หา? “

(มาโกโตะ)

โลกของพวกเขา?

” ทึ่มเกินไปแล้ว! อะโซระไง อะโซระ! สถานที่ที่อยู่ดีๆก็กลายเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ หลังจากทำสนธิสัญญากับนายท่าน  สถานที่แห่งนั้นเหมาะที่จะเรียกว่าโลกแล้ว! “

(เช็น)

‘เช็น’ยังคงอธิบายต่อไปอะโซระมีความเสถียรมากขึ้น และผู้คนสามารถไปอาศัยอยู่ในนั้นได้ ดังนั้นพวกออร์คเอง ก็น่าจะอาศัยอยู่ที่นั่นได้พวกเขาเลยตัดสินใจที่จะย้ายไปยังที่แห่งนั้นเดี๋ยวก่อนนะ’เช็น’ ไปเอาความคิดที่จะให้ผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยมาจากไหน?ดูเหมือนว่า’เช็น’จะไม่มีปัญหา กับการที่จะมีคนไปอาศัยอยู่ที่นั้น

ดังนั้น ตอนที่เธอเสนอไอเดียนั่นให้กับพวกออร์คพวกเขาก็เลยตอบตกลงนั่นคือสิ่งที่เธอพูด แต่ว่า

” นี่คือแผนก่อสร้างเมืองลับแล! เจ้าค่ะ*! “

(เช็น)

[*ส่วนท้ายประโยคเดิมคือคำว่า Na no ja คำว่า ja ผมไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร ถ้าใครรู้ก็บอกด้วยนะครับ ส่วนคำว่า Na no เหมือนจะแปลว่า จ๊ะ หรือไม่ก็ เจ้าค่ะ ในที่นี่ขอแปลเป็น เจ้าค่ะ นะครับ เพราดูจะเข้ากับนิสัยของเช็นมากกว่าครับ]

เหมือนเธอจะจริงจังกับคำพูดของผมจริงๆด้วยสินะ! สุดท้ายเธอก็แสดงเจตนาที่แท้จริงออกมาจนได้เพื่อสร้างเมืองในอะโซระ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอต้องการจะสร้างมันขึ้นมาจริงๆ

” แต่ว่า มันจะไม่เป็นไรจริงๆเหรอ กับการให้สิ่งมีชีวิตอื่นมาอาศัยอยู่ใน อะโซระ? “

(มาโกโตะ)

มันเป็นสถานที่ที่ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง อย่างน้อย มันก็เคยเกิดเหตุการณ์ที่อยู่ดีๆก็ถูกเตะออกมาแล้วนะไม่มีอะไรยืนยันได้ว่า อยู่ดีๆสถานที่แห่งนั้นจะหายไป

” แน่นอนอยู่แล้ว พืชพันธุ์เติบโตได้อย่างอิสระ น้ำและอากาศเองก็ไม่มีปัญหา ข้าเพิ่งจะตรวจสอบมันมาด้วยตัวเอง!ขณะที่ข้ากำลังตรวจสอบอยู่ ข้าก็ได้ปล่อยพวกสัตว์บางชนิดลงไปแล้วด้วย! ถ้าหากดูจากสิ่งมีชีวิตที่ตอนนี้กำลังอาศัยอยู่ที่นั้นแล้วหล่ะก็ สภาพแวดล้อมนั้นไม่มีปัญหาเลย! เรียกมันว่าดินแดนระดับเฟิสคาร์ส(ชั้นหนึ่ง)ยังได้เลย! “

(เช็น)

ธะ..เธอจะดูตื่นเต้นมากเกินไปแล้วยิ่งไปกว่านั้น การที่มีสิ่งมีชีวิตทั้งภายนอกและภายในอาศัยอยู่ด้วยกันแล้ว เธอทำอะไรลงไป! ถ้าหากมีหมาป่า หมูป่า หรือแม้กระทั่งกวางอาศัยอยู่เดิม แล้วอยู่ดีๆเธอก็ปล่อยสัตว์ประหลาดในดินแดนรกร้างนี้เข้าไป  พวกสัตว์ดั้งเดิมไม่ศูนย์พันธ์ุกันพอดีเรอะ?!

ผมรู้สึกได้เลยว่าระบบนิเวศมันพังตั้งแต่วันแรกแล้วเอ ถ้าเกิดว่ามีหมาป่าอาศัยอยู่ในนั้นจริง ในนั้นก็น่าจะมีหมาป่าฮอนชู*อาศัยอยู่ด้วย ถ้าหากมีอยู่จริง ผมก็อยากจะเห็นมันสักครั้ง ทางที่ดีเลยก็คือ ก่อนที่พวกมันจะกลายเป็นอาหารหน่ะนะ

[หมาป่าฮอนชูคือหมาป่าสีเทาที่ใกล้จะศูนย์พันธุ์ อาศัยอยู่บริเวณหมู่เกาะฮอนชูของญี่ปุ่น]

” การได้มีโอกาสเข้าไปอาศัยอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของท่านเช็นนั้น เป็นสิ่งที่มีเกียรติยศสูงสุดสำหรับพวกเราแล้ว ฉะนั้นพวกเราเลยรับข้อเสนอนี้ด้วยความเคารพ “

ท่านผู้ใหญ่บ้านพูดกับผมด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังมากนั้นสินะ สถานที่แห่งนั้นมันก็ควรค่าแก่การถูกเรียกว่า ‘ดินแดนศักดิ์สิทธิ์’ ตามมุมมองของพวกเขาสำหรับหมู่บ้านแห่งนี้ ที่จำเป็นจะต้องส่งเครื่องสังเวยไปทุกๆครึ่งปี พวกเขาน่าจะเชื่อว่า การกระทำนี้ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะมากเดิมที ไม่ใช่แค่เรื่องการสังเวยเท่านั้น เช็นยังไม่รู้กระทั่งว่า มีลัทธิที่บูชาเธออยู่อีกต่างหาก!

ยิ่งไปกว่านั้น ‘เช็น’หน่ะเป็นมังกรไม่ใช่เทพนะ ฉะนั้นมันถูกแล้วเหรอ ที่จะเรียกที่แห่งนั้นว่าแดนศักดิ์สิทธิ์?อืม ผมไม่สนใจหรอก ถ้าหากพวกเขาพูดถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แล้วอยู่ดีๆเทพธิดานั่นโผล่มา มันก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้านั่นเป็นแค่สิ่งที่พวกเขาอยากจะเรียกหล่ะก็ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

” ทุกๆคนเห็นด้วย กับการตัดสินใจที่สำคัญอย่างใหญ่หลวงในครั้งนี้ โดยใช้เวลาเพียงแค่คืนเดียวอย่างงั้นเหรอครับ? “

(มาโกโตะ)

ดูเหมือนว่าผมจะเป็นคนเดียว ที่นอนหลับไม่รู้เรื่องอะไรเลยผมสมเพชตัวเองจริงๆดูเหมือนว่าคุณออร์คที่น่าเลื่อมใสทั้งหลาย จะไม่มีใครไม่เห็นด้วยเลยสักคนเอาเถอะ ถ้าหากพวกเขาคิดอยากจะย้ายถิ่นฐานมายังดินแดนที่อุดมสมบรณ์แห่งนั้นจริงๆ การตัดสินใจเหล่านั้นก็พอที่จะเป็นสิ่งที่เข้าใจได้

” นั้นแหละคือเรื่องทั้งหมด ยังไงนายท่านก็ไม่เสียผลประโยชน์อะไรอยู่แล้ว ฉะนั้นตกลงนะ? “

(เช็น)

‘เช็น’เผยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย

” เอ่อ.. เป็นอะไรมากไหมเช็น?  แต่ว่าพวกคุณจะทำยังไงกับที่พักอาศัยหล่ะ? ที่แห่งนั้นมันไม่มีบ้านอยู่สักหลังเลยนะ “

(มาโกโตะ)

พวกเขาวางแผนจะนอนกลางแจ้งกันเหรอ? นับจากคนทั้งหมดแล้ว มันมากกว่าร้อยคนเลยทีเดียวถ้าเป็นแบบนั้นก็ดูจะบีบบังคับพวกเขาไปหน่อยนะ

” บ้าน? ไม่มีปัญหา เพราะว่าข้าจะทำการ ‘กลืนกิน’ หมู่บ้านทั้งหมดนี้อยู่แล้ว “

(เช็น)

” หาาาา?! “

(มาโกโตะ)

หมายความว่าทั้งหมู่บ้านจะหายไป?! นี่มันเรื่องเล่าสยองขวัญอะไรกัน? ข่าวลือเกี่ยวกับหมู่บ้านที่ซึ่งจะหายไปในทุกๆคืน? ไม่สิ มันไม่เกิดข่าวลือนั่นขึ้นหรอก แถวๆนี้ไม่มีหมู่บ้านใกล้เคียงเลยนี่นา

” ข้าก็แค่ใช้หมอกของข้าเป็นตัวกลางแล้วโอนย้ายทั้งหมู่บ้านไป หายห่วง! ยังเหลือพื้นที่อีกตั้งเยอะนี่นา แล้วก็เพื่อความปลอดภัย ข้าให้พวกเขาแพ็คของที่สำคัญของพวกเขาเอาไว้กับตัวก่อน  แล้วก็เฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดเองก็จะถูกเอาออกไปเช่นกัน “

(เช็น)

ทำไมผมถึงรู้สึกว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น? ยังเหลือพื้นที่อีกตั้งเยอะ งั้นเหรอ?

” อย่าบอกนะว่าเธอ.. ตั้งใจจะเชิญชวนคนมาอาศัยเพิ่มอีกในอนาคต? “

(มาโกโตะ)

” ทำไมถึงถามในเรื่องที่มีคำตอบชัดเจนอยู่แล้วหล่ะ? แน่นอนอยู่แล้ว แต่ว่าถ้าหากคนที่จะมาเพิ่มนั้นอ่อนแอ หรือไม่มีความสามารถพิเศษอะไรสักอย่างหล่ะก็ ข้าก็จะไม่ให้พวกเขาเข้าหรอกนะ  ข้าจะคอยวัดและประเมิน ผู้คนที่พวกเราจะเจอในระหว่างเดินทางเอง “

(เช็น)

ผู้หญิงคนนี้น่าจะอยู่ในสนธิสัญญาประเภทปกครองกับผมแท้ๆ ซึ่งก็หมายความว่าเธอจะต้องเป็นผู้รับใช้ของผมหรืออะไรทำนองนั้นแหละ แต่ว่า….ทำไมโลกใบนี้ ผู้คนดูมีอิสระกันจัง?!

เจ้านายก็ไม่ได้เป็นตำแหน่งอะไรที่ต่างจาก ‘แมลง’ เลย  มันมีดีแค่ชื่อหรือไงกัน?!ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า นี่คือสนธิสัญญารูปแบบปกครอง ถ้าหากเป็นสนธิสัญญาแบบ ‘เท่ากัน’ (50-50)ผมคงจะไม่ถูกใช้อย่างกับทาสหรอกใช่ไหม?

” สิ่งมีชีวิตที่พึ่งพาอาศัยกัน แล้วก็นำพาความเจริญมาให้กัน ดีจริงๆ ดีมากๆเลย  สร้างเมืองของพวกเรากันเถอะเจ้านาย “

(เช็น)

เริ่มสร้างเมืองจากโลกที่ไม่มีอะไรเลย  นี่มันจุดเริ่มต้นของเกมส์ประเภทซิมูเลชั่น(simulation)* หรือไงนะ?

[มันคือเกมส์แนวเดียวกันกับพวก sim city นั้นแหละครับ]

นี่เรื่องตลกอะไรอีกเนี่ย?

” ผมไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอีกแล้ว “

(มาโกโตะ)

” ตอนนี้พวกเราจำเป็นจะต้องมี เผ่าพันธุ์ที่สามารถทอผ้าได้.. อ๋อ แล้วก็ช่างเหล็กด้วย “

(เช็น)

” การทอผ้า แล้วก็ทำอาวุธและชุดเกราะ มันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ? “

(มาโกโตะ)

‘เช็น’คือคนที่ผมสามารถเรียกว่าคู่หูได้ แต่ว่าแต่ความรู้สึกของผมต่อสิ่งเหล่านี่มันต่างออกไป สองสิ่งนั่นมันไม่ได้จำเป็นถึงขนาดนั้นเลยนะถ้าต้องการจะเย็บผ้าหรือทอผ้าละก็ พวกออร์คเองก็น่าจะสามารถทำได้ ยังไงตอนนี้พวกเขาก็สวมเสื้อผ้าอยู่นี่นะ

” พูดอะไรออกมาเนี่ย?! ถ้าหากไม่มีใครสักคนเลยที่ทอผ้าเป็น ข้าก็จะไม่สามารถสวมใส่ชุดกิโมโนได้ แล้วก็ ถ้าไม่มีใครเชี่ยวชาญในเรื่องการตีดาบหล่ะก็ พวกเราก็จะไม่สามารถสร้างดาบคาตานะ*ได้นะ! “

(เช็น)

[คาตานะคือดาบญี่ปุ่น ที่มีคมดาบเพียงด้านเดียว]

โคตรจะจริงจัง!โดยมีความรู้สึกจากใจจริง แฝงอยู่กับคำพูดนั้นด้วยดูเหมือนว่าเธอจะเป็นพวกที่ชอบแทะแต่เศษขนมปัง แล้วดองเงินที่เหลือไว้ซื้อเกมส์ที่อยู่ตรงหน้าเลยชัดๆ

” เอาหล่ะนายท่าน ตอนนี้พวกเราได้มอบหมายให้เผ่าพันธุ์แรก ออร์คภูเขา เป็นผู้อยู่อาศัยใน อะโซระ ของเราอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น…. “

(เช็น)

อะไรนะ?!เฮือก เธอทำลงไปแล้วจริงๆ!เธอเคลื่อนย้ายทุกๆคนไป ตั้งแต่ตอนไหน?!

” ทางฝั่งนั้น ข้าได้สร้างร่างแยกเพื่อแนะนำพื้นที่ให้กับพวกเขาแล้ว ฉะนั้นหายห่วงได้  ตอนเช้าพวกเราเดินทาง ตอนบ่ายพวกเราพักผ่อนที่อะโซระ แล้วก็ตอนเย็นพวกเราจะเริ่มเดินทางต่ออีกครั้ง! “

(เช็น)

ดูเธอตั้งหน้าตั้งตารอการเดินทางมากๆเลยนะ ว่าแต่เธอมีทักษะที่เหมือนกับการโคลนนิ่งแบบนั้นด้วยเรอะ?เธอควรจะบอกเจ้านายของเธอบ้างนะ ว่าเธอมีความสามารถอะไรบ้างเฮ้อ นั้นสินะ ผู้หญิงคนนี้สนใจในตัวผม  ในตอนที่ผมพังหมอกบาเรียลงได้ เธอก็ทักทายผมด้วยดวงตากลมโต พร้อมกับโชว์พุงมังกรให้ผมดู  พูดตามตรง ผมเกือบอาเจียนกิโมโนแล้วก็คาตานะเหมือนจะใช่ ผู้หญิงคนนี้….

” นายท่าน นี่อาจจะกระทันหันไปหน่อย แต่ว่า! เส้นทางแห่งซามูไร? “

(เช็น)

ผู้หญิงคนนี้เอาจริง….

” อ่าห์…. อย่างที่คิดเลย  เมงุมิ*ให้ความรู้สึกของนักรบด้วยสินะ? “

(เช็น)

[น่าจะพูดถึงตัวละครสักตัวในหนังหรือละครที่เกี่ยวกับซามุไรครับ ไม่แน่ใจนะครับ]

ในมือที่ยื่นออกมาของเธอ มีหมอกขนาดเล็กอยู่ ในหมอกนั่นมีภาพบางอย่างถูกฉายอยู่เป็นส่วนตัดของรายการทีวีอะไรสักอย่าง หมายถึงจากความทรงจำผมหน่ะนะหมอกนี่ทำได้ทุกอย่างจริงๆ สินะ จริงๆผมมองมันไว้สูงกว่านี้อีกนะ เพราะผมคิดว่ามันเอาไว้ใช้สำหรับทำในเรื่องที่รุนแรงเท่านั้น

แล้วก็ ช่างเป็นภาพมายาที่ไร้รสนิยมจริงๆ

” ฮึหึๆๆๆ ♫ “

เธอตกหลุมรักละครย้อนยุคอย่างรุนแรงไปแล้วสินะผมคิดว่าเธอจะเจอความทรงจำเกี่ยวกับ เรื่องของผู้ชาย ของผมไปแล้วสะอีก ไม่สิ เธอน่าจะเจอพวกมันแล้วเหมือนกัน เพราะเธอส่องดูความทรงจำผมหมดแล้วนี่นาแต่ว่าละครย้อนยุค ผมเองก็ชอบนะ แต่ว่าผมด่วนสรุปเร็วเกินไป

” นายท่าน ในช่วงพักของพวกเรา ได้โปรดให้ข้าส่องความทรงจำท่านอีกครั้งด้วยเถอะ ♫ “

(เช็น)

” เธอก็พึ่งส่องมันจากหมอกไปเมื่อกี้นี้เองไม่ใช่เรอะ! “

(มาโกโตะ)

” การดูจากบันทึกกับการดูสดๆ มันต่างกันคนละเรื่องเลยนะ ข้าขอร้องน้า~ น้านายท่านน้าา~ “

(เช็น)

มันต่างกันตรงไหน ผมไม่เข้าใจเลย! แล้วก็หยุดพูดช้าๆแบบนั้นได้แล้ว มันไม่เข้ากับเธอเลยสักนิด!

” อย่างที่คิดเลย ข้าอยากจะเห็นมันจากทีวีตรงๆเลยมากกว่า ละครย้อนยุคพวกนั้น “

(เช็น)

” จะอ้อนแค่ไหนก็อ้อนไปเถอะ แต่ถ้าจะดูบันทึก ก็ช่วยไปดูในอะโซระด้วย แล้วก็ห้ามดูความทรงจำของผมอีก “

(มาโกโตะ)

พูดอย่างกับผมจะยอมให้มาส่องความทรงจำของผมมากขนาดนั้น แล้วยิ่งไปกว่านั้น ส่องไปเพื่อดูละครย้อนยุคเนี่ยนะ!

” นะ..นั่นมันโหดร้ายเกินไปแล้ว! มันเป็นสิ่งที่เรียกว่ากำลังใจ ที่ผลักดันให้ข้ายังคงมีชีวิตอยู่เลยนะ! “

(เช็น)

” พวกเราพึ่งจะเจอกันได้ไม่กี่วันเองนะ! ยิ่งไปกว่านั้น เธอก็บันทึกมันไว้หมดแล้วไม่ไม่ใช่เรอะ! “

(มาโกโตะ)

” อื๋อ~ แค่ความทรงจำมันยังไม่พอหรอก~ “

(เช็น)

” อะไรคือมันยังไม่พอ ช่วยพูดให้ผมเข้าใจหน่อยได้ไหม! เอาแบบนี้ละกัน ถ้าเธอสามารถโน้มน้าวใจผมได้หล่ะก็อย่างน้อยผมจะให้เธอดูละครย้อนยุคก็แล้วกัน “

(มาโกโตะ)

ดูเหมือนว่าสนธิสัญญาแบบปกครอง จะทำให้เธอไม่สามารถส่องความทรงจำของผมได้ โดยที่ไม่ได้ขออนุญาตจากผม อย่างน้อยก็มีสิ่งที่ยุติธรรมในสนธิสัญญารูปแบบนี้อยู่หน่ะนะ

” มันก็ยังต่างจากการจ้องแต่ภาพ CG แต่ไม่สนใจในเนื้อเรื่องนั้นแหละ! “

(เช็น)

[ถ้าใครไม่เข้าใจ เช็นกำลังพูดถึงเกมส์อย่างว่าครับ.. ผมเปล่านะ คนแปลอังกฤษเขาบอกมา]

อ๊ากกกกกกกกกกกก!!

ผะ..ผู้หญิงคนนี้!

ผมเข้าใจดีว่าผมจะยอมแพ้ไม่ได้ แต่ว่า!!

ผมรู้สึกเหมือนกับว่าเธอกำลังข่มขู่ผมด้วยรึเปล่า?ทำนองว่า ‘หนูจะเอาไปเล่าให้คนอื่นฟังนะ ได้ไหมค่ะเจ้านาย?’นั่นแหละสิ่งที่เธอกำลังจะบอกผม!!

” อะ..โอ้ยยย โอเค โอเค เข้าใจแล้ว! ผมอนุญาตให้เธอดูความทรงจำของผมได้ “

(มาโกโตะ)

” โอ้~ ต้องอย่างนี้สิเจ้านาย! ช่างใจดีจริงๆเลย! ข้าหวังว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นไปเร็วๆ ที่นี่จะได้ร้อนขึ้นแล้วพวกเราจะได้เข้าไปพักที่อะโซระช่วงบ่ายเร็วๆ “

(เช็น)

ผมรู้สึกว่า ผมทำพลาดครั้งใหญ่ไปแล้ว ที่ทำสนธิสัญญากับคู่หูแบบนี้

 

 

ที่มา:

ตอนที่แล้วตอนต่อไป
comments