ตอนที่แล้ว ตอนต่อไปขณะที่’หลงยี่’จดจ่ออยู่กับการฝึกฝนวิทยายุทธ์ภายในหอคัมภีร์ ภายนอก ฝูงชนที่ยืนรออยู่หน้าหอคัมภีร์ต่างร้อนใจ
“เหตุใดเจ้าหนุ่มนั่นถึงไม่ออกมาเสียที หรือมันคิดว่าพี่เฟิงและศิษย์น้องถานจะรอจนทนไม่ไหวแล้วยอมกลับไปอย่างนั้นรึ?”
“อย่าใจร้อนไป ข้าคิดว่ามันคงพยายามสำเร็จวิทยายุทธ์บางอย่าง แต่ถึงมีพรสวรรค์มากมายปานใด ในเวลาเพียงวันเดียวก็มิอาจสำเร็จวิทยายุทธ์ที่น่ากลัวอันใดได้”
“ข้าคิดว่าเมื่อใดที่มันออกมา มันคงมิอาจรอดไปจากเฟิงหยางและฟางคังอย่างแน่นอน”
ทุกคนต่างพูดคุยกันอย่างออกรส บางคนถึงกับจงใจพูดยั่วยุให้’เฟิงหยาง’และ’ถานเยว่’ได้ยิน เพื่อไม่ให้พวกนั้นใจร้อนกลับไปเสียก่อน เพราะหากเป็นเช่นนั้น พวกเขาคงอดได้ดูฉากที่น่าสนุกนี้ ‘เฟิงหยาง’ลืมตาขึ้นและมองไปรอบๆ เขาเปล่งเสียงทางจมูกเบาๆ ผู้คนต่างคิดว่า’เฟิงหยาง’นั้นมีความอดทนดียิ่ง
ส่วนความเป็นจริงแล้วใจของเขานั้นร้อนรุ่มดั่งเปลวเพลิง แต่ในเวลาสำคัญแบบนี้เขาต้องรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ให้ได้ อย่างไรก็ตาม ในใจเขา ‘ถานเยว่’นั้นเกลียด’หลงยี่’ยิ่ง นางไม่มีทางกลับไปตราบใดที่ยังมิได้เห็นสภาพน่าอนาถของ’หลงยี่’
“ฟางคัง เจ้าต้องทำให้เจ้าขยะนั่นมีสถาพที่น่าอนาถที่สุด! เอาให้มันมิอาจแม้แต่จะร้องขอชีวิตได้ ข้าจะคอยดูอยู่”
‘ถานเยว่’พูดพร้อมขบกรามด้วยความโกรธเกลียด ขณะนั่งอยู่บนแคร่หาม อีกด้านหนึ่ง ‘เฟิงหยาง’ที่กำลังนั่งสมาธิควบคุมลมหายใจ เมื่อเขาได้ยินคำพูดของ’ถานเยว่’ เขาพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“น้องถาน ทำใจให้สบาย มันที่อยู่แค่วู่เต้าลำดับที่ 4 จะเอาชนะข้าได้อย่างไร?”
“หากเจ้าทำเป็นเล่น เจ้าจะไม่ได้แม้แต่คำชมจากพี่ข้า”
‘ถานเยว่’พูดด้วยความเจ็บแสบ นางนึกถึงตอนเช้า ‘หลงยี่’ที่นางคิดว่ามันเป็นเพียงขยะกลับเอาชนะนางกับ’ถานเจียน’ได้อย่างไม่คาดคิด ถึงอย่างนั้น ตอนนี้ฟางคังที่อยู่ในระดับวู่เต้าลำดับที่ 6 ได้ยืนอยู่ที่นี่แล้ว เจ้าขยะนั่นไม่มีทางฝืนกฎสวรรค์เอาชนะ’ฟางคัง’ที่มีระดับห่างกับมันถึงสองขั้นได้
สิ่งเดียวที่นางกังวลคือหากเจ้าขยะนั่นใช้วิธีการอื่นอย่างเช่นขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโส แต่ถึงเป็นเช่นนั้น หากมีการตายเกิดขึ้นระหว่างการประลองแต่ผู้ลงมือมิได้ทำผิดกฎของนิกาย ผู้อาวุโสนิกายก็มิอาจลงโทษอะไรได้เช่นกัน
ดังนั้นต่อมันไปขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโส มันก็มิได้กระทบต่อแผนของนางแต่อย่างใด ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าและท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นยามค่ำคืน แต่ถึงอย่างนั้น เหล่าศิษย์นิกายที่รวมตัวกันหน้าหอคัมภีร์กลับมิได้ลดลง มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามเวลาที่ผ่านไป
…… ภายในหอคัมภีร์ ‘หลงยี่’ยังคงมุ่งมั่นกับการฝึกฝนกับวิทยายุทธ์ในชื่อ“ก้าวพริบตา”
ในยามที่เขาปีนป่ายหุบเขาเจิ้นเทียน ศัตรูคนแรกของเขามีนามว่า’วู่ฉิง’ และมันได้แสดงวิชาก้าวพริบตาออกมา เมื่อ’หลงยี่’ได้อ่านคำโปรยวิชาก้าวพริบตา เขาเข้าใจว่า’วู่ฉิง’ได้สำเร็จถึงระดับเซียวเฉิง ตอนนั้นขณะที่มันจู่โจมเขา ร่างกายของมันกลับกลายเป็นเหมือนไร้น้ำหนัก และความรวดเร็วของมันนั้นเพิ่มขึ้นสูงยิ่ง
หากสามารถสำเร็จก้าวพริบตาในระดับต้าเฉิงได้ ผู้ฝึกจะสามารถเคลื่อนที่ได้ระยะสามถึงสิบก้าวในชั่วพริบตา ซึ่งมันจะช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จในการลอบสังหารศัตรูและทำให้ศัตรูไม่มีโอกาสแม้แต่จะตั้งรับได้ทันท่วงที ถึงอย่างนั้นในตอนนี้ เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว มันคงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสำเร็จทักษะก้าวพริบตาในระดับต้าเฉิงได้
“ถ้าเช่นนั้น ข้าควรจะสำเร็จทักษะก้าวพริบตาในระดับเซียวเฉิงให้ได้แบบวู่ฉิง มันจะทำให้ตัวข้าเบาขึ้นและเคลื่อนที่ได้เร็วยิ่งขึ้นอย่างน้อยห้าในสิบส่วน ซึ่งมากพอที่จะจัดการกับเฟิงหยางได้”
‘หลงยี่’คิดและเริ่มศึกษาวิทยายุทธ์นี้อย่างตั้งใจ ไม่นานนัก ‘หลงยี่’ที่กำลังฝึกฝนตามแนวทางที่ระบุในคัมภีร์ ซวนฉีภายในร่างของเขาเริ่มไหลเวียนไปตามเส้นทางที่กำหนด ทันใดนั้น ‘หลงยี่’รู้สึกว่าร่างกายเขาเริ่มเบาขึ้น
“หลักต่อไปคือ…..”
‘หลงยี่’คิดในใจ เขารู้สึกว่าซวนฉีในร่างเริ่มไหลเวียนอย่างเป็นระบบ และผลของมันให้ความรู้สึกที่น่าอัศจรรย์ใจ วิทยายุทธ์ต่างๆในโลกใบนี้ ล้วนถูกคิดค้นขึ้นจากการเข้าใจในหลักการของธรรมชาติ และนำความเข้าใจนั้นมากำหนดเส้นทางในการหมุนเวียนซวนฉีภายในร่าง
เมื่อหมุนเวียนในเส้นทางที่ต่างกัน ผลลัพท์ที่ออกมาก็ย่อมต่างกันเช่นกัน เมื่อเข้าใจหลักการของมัน ภายในใจของหลงยี่สงบลงและเริ่มจดจ่อกับการฝึกฝนต่อ ตรามังกรบนอกของเขาค่อยๆร้อนขึ้นซึ่งตรานี้ช่วยเขาในการควบคุมการหมุนเวียนของซวนฉีในร่างให้เป็นไปตามที่ต้องการ ซึ่งมันช่วยให้เขาสำเร็จวิทยายุทธ์ต่างๆได้เร็วขึ้นมาก
หลังจากผ่านไปสองชั่วโมง หลงยี่ลืมตาและยืนขึ้นอย่างตื่นเต้น
“สำเร็จ ก้าวพริบตาระดับเริ่มต้น!”
‘หลงยี่’เริ่มควบคุมซวนฉีในร่างไปตามความคิดของเขา ทันใดนั้นร่างกายของเขาเบาขึ้นและเมื่อเขาลองเคลื่อนที่ไปรอบๆห้อง
‘หลงยี่’รู้สึกว่าตัวเขาเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นสองถึงสามในสิบส่วน!
“ยังไม่พอ หากสามารถสำเร็จก้าวพริบตาในระดับเซียวเฉิงได้มันจะทำให้ข้าได้เปรียบการต่อสู้นี้อย่างยิ่ง”
หลังจากทดลองวิ่งไปรอบห้องสองรอบเพื่อทดสอบความเร็ว ‘หลงยี่’หยุดวิ่งและทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิอีกครั้งเพื่อฝึกฝนต่อ แต่การทดลองความเร็วของ’หลงยี่’ก่อนหน้านี้ล้วนตกอยู่ในสายตาของผู่อาวุโสผู้ดูแลหอคัมภีร์ที่คอยสังเกตเขาอยู่
“เจ้าเด็กคนนี้ช่างมีพรสวรรค์ยิ่ง สามารถสำเร็จร่างมารทรราชย์ระดับเริ่มต้นได้ในเวลาอันสั้น จนถึงตอนนี้ยังสามารถสำเร็จก้าวพริบตาระดับเริ่มต้นในเวลาแค่สองชั่วโมง ข้ามิเคยพบใครที่สามารถสำเร็จวิทยายุทธ์ต่างๆในเวลาอันสั้นเช่นนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์นิกายเจิ้นเทียน หากเป็นเช่นนี้ มันอาจสำเร็จก้าวพริบตาอีกขั้นก่อนเที่ยงคืนก็เป็นได้……”
ผู้อาวุโสยังคงสังเกตดูการฝึก โดย’หลงยี่’นั้นไม่ทราบเลยว่ามีคนจับตาดูเขาอยู่ ทักษะก้าวพริบตา ถือว่าเป็นวิทยายุทธ์พื้นฐานของนิกายเจิ้นเทียน ด้วยเหตุนี้วิทยายุทธ์นี้จึงสำเร็จได้ไม่ยากนัก และศิษย์นิกายส่วนใหญ่มักสำเร็จอยู่ในระดับเซียวเฉิง
แต่แม้เป็นเช่นนั้น การที่สำเร็จก้าวพริบตาในระดับเซียวเฉิงภายในคืนเดียวนั้น ไม่เคยปรากฎในประวัติศาสตร์นิกายเจิ้นเทียน หลังจากบรรลุขึ้นเป็นวู่เต้าลำดับที่ 4 ตรามังกรฟ้าบนหน้าอกของเขาได้เปลี่ยนแปลงเป็นตราเก้ามังกรซ่อน และมันช่วย’หลงยี่’ในการฝึกฝนและสำเร็จวิทยายุทธ์ได้เร็วขึ้นมากโดยการเพิ่มการไหลเวียนของซวนฉีในร่าง
“ก้าวพริบตาระดับเซียวเฉิง!”
‘หลงยี่’ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เขารู้สึกว่าร่างกายของเขากลับกลายเป็นเบาดั่งสายลม และเมื่อควบแน่นซวนฉีไปไวที่ขาทั้งสองข้าง ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นอีกครึ่งหนึ่งจากเมื่อก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ทักษะก้าวพริบตาไม่ได้บริโภคซวนฉีมากนัก เขาสามารถใช้ทักษะนี้ได้ตลอดการต่อสู้
“มิน่าเล่า วิทยายุทธ์ประเภทเสริมความว่องไวถึงนิยมยิ่งกว่าเสริมการจู่โจมและป้องกัน มันทั้งช่วยในเรื่องการหลบหนีและการตามล่า ความว่องไวนี่ช่างเป็นหัวใจหลักของการต่อสู้อย่างแท้จริง”
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แห่งทวีปเทียนยี่แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือสิ่งใดกัน? แน่นอน ย่อมเป็นชีวิตของตนเอง เทียบกับวิทยายุทธ์ประเภทจู่โจมและป้องกันแล้ว ประเภทเสริมความว่องไวสำคัญกว่ามากเพราะมันช่วยให้ผู้ฝึกรอดชีวิตในสถานการณ์ต่างๆได้
จนถึงตอนนี้ หลงยี่สำเร็จวิชาร่างมารทรราชย์ระดับเริ่มต้น และสำเร็จทักษะก้าวพริบตาระดับเซียวเฉิง เมื่อหลงยี่ในพบว่าขณะนี้ใกล้ถึงเวลาปิดหอคัมภีร์แล้ว เขาเดินออกจากห้องฝึกไปยังประตูทางเข้าหอคัมภีร์ ‘หลงยี่’รู้ว่า’เฟิงหยาง’ต้องรอเขาอยู่ภายนอกหหคัมภีร์อย่างแน่นอน
รวมทั้งคนอื่นๆเช่นกัน แต่จะมีสิ่งใดต้องกลัวกัน? เพราะตอนนี้เขาได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว และตอนนี้ เขาอยากรู้วิทยายุทธ์ที่สำเร็จมาจะส่งผลต่อตัวเขามากเพียงใด
“เฟิงหยาง ในเมื่อแกเรียกข้าว่าขยะ งั้นขอดูหน่อยสิว่าแกจะแข็งแกร่งสักแค่ไหน”
‘หลงยี่’คิดขณะรีบเดินออกจากหอคัมภีร์ แน่นอนว่าเมื่อ’หลงยี่’ออกมาจากหอคัมภีร์ เขาย่อมไม่ได้ยินน้ำเสียงพึงพอใจที่พึมพำมาจากส่วนหนึ่งของที่นี่
“เจ้าหนุ่มคนนี้ช่างทำให้แค่ประหลาดใจยิ่งนัก ดูเหมือนว่าอีกไม่นาน นิกายเจิ้นเทียนจะมีบุคคลที่น่ากลัวปรากฎขึ้นมาแล้วสินะ ความอัจฉริยะและพรสวรรค์จะต้องสะเทือนไปทั่วแคว้นถังเป็นแน่…..”
แสงจันทร์ภายนอกที่สาดส่องเปรียบดังข่ายใยสีเงิน เงาของต้นไม้กระจายไปทั่วทุกทิศ ณ ลานกว้างภายนอกหอคัมภีร์ขณะนี้ ศิษย์ชั้นนอกหลายร้อยรวมตัวกันเพื่อตั้งตารอดูสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ยามนี้เป็นเวลาเที่ยงคืน ศิษย์ชั้นนอกส่วนใหญ่ที่อยู่ภายในล้วนออกมานอกหอคัมภีร์แล้ว
เมื่อ’หลงยี่’เดินออกมา ตัวเขาช่วงดูโดดเดี่ยวและเยือกเย็น โดยเฉพาะเมื่ออยู่ภายใต้แสงจันทร์นี้ เมื่อร่างของเขาปรากฏ บรรยากาศภายนอกเปลี่ยนไปในทันที
“ดูนั่น เจ้าหนุ่มนั่นออกมาแล้ว เดี๋ยวก่อน เหตุใดย่างก้าวของมันถึงดูสง่าและเป็นรูปแบบเช่นนั้น หรือว่ามันสำเร็จวิทยายุทธ์ประเภทว่องไวบางอย่างแล้ว!”
“ดีมากที่มันออกมาเสียที ข้าหวังว่ามันคงไม่กลัวจนยอมแพ้คุกเข่าขอความเมตตาไปเสียก่อน หากเป็นเช่นนั้น การที่พวกเรามารออยู่นี่ก็ช่างเป็นเรื่องที่เสียเวลายิ่ง”
“หึ ต่อให้มันคุกเข่าขอความเมตตา ก็ไม่ได้หมายความว่าศิษย์น้องถานเยว่จะปล่อยมันไปนี่ จริงไหม?”
ทุกๆคนต่างพูดคุยถกเถียงกันถึงเรื่องนี้ และต่างพากันมองไปยังหลงยี่ด้วยสายตาดูถูก พวกเขามองว่าเจ้าหนุ่มคนนี้ช่างไม่รู้ฟ้ารู้เหว เพิ่งเข้าสู่นิกายไม่นานกลับมีท่าทีจองหองยิ่ง ถ้าได้รับบทเรียนเสียบ้างก็สมควรแล้ว จากสายตาของพวกเขาแล้ว ล้วนไม่มีใครคิดว่า’หลงยี่’จะสามารถเอาชนะการประลองนี้ไปได้
แต่สำหรับ’หลงยี่’ ตอนนี้ เขาพร้อมจะสอนบทเรียนให้พวกที่มันจ้องจะเล่นงานเขาแล้ว!
“เฟิงหยาง ก้าวออกมา”
‘หลงยี่’ที่ก้าวออกมาจากหอคัมภีร์ เขามองไปยังร่างสูงของ’เฟิงหยาง’ในฝูงชน แล้วพูดขึ้นด้วยสายตาที่ไม่แยแส
“หึ เจ้าขยะ แกกล้าออกมาจริงเสียด้วย”
‘เฟิงหยาง’มองไปยังหลงยี่แล้วพูดขึ้น
“ตอนนี้ ข้าจะทำให้แกได้รู้ว่าการที่เป็นแค่ขยะแล้วกล้ามาท้าทายข้า มันเป็นความคิดที่ผิดมหันต์”
“เปล่าเลย มันคือความคิดที่ถูกต้องแล้ว แต่ช่างเถอะ ยาเม็ดฉิงหัวตันอยู่กับแกหรือไม่?”
‘หลงยี่’เปลี่ยนเรื่องแล้วโยนคำถามใส่’เฟิงหยาง’
“ยาเม็ดฉิงหัวตัน หึ นี่แกโง่พอถึงขนาดฝันถึงยาเม็ดนั่นเลยรึ?”
ปรากฏรอยยิ้มดูแคลนบนใบหน้าเหลี่ยมของ’เฟิงหยาง’ เจ้า’หลงยี่’คิดว่าจะเอาชนะเขาได้จริงรึ? นี่ช่างเป็นความคิดที่โง่เง่ายิ่ง!
“นี่นี่ แต่เจ้าต้องทำตามข้อตกลงนะ หรือเจ้าไม่มีความเป็นลูกผู้ชายพอถึงคิดจะกลับคำฮึ”
ทันใดนั้น ปรากฏร่างบางร่างหนึ่งกระโดดออกมาจากด้านข้าง แน่นอนว่าจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก’เลี่ยวเล่อเล่อ’ที่วิ่งหนีหายไปไกลก่อนหน้านี้ ในเวลานี้ ‘เลี่ยวเล่อเล่อ’อยู่ในชุดสีเท่าที่ไม่ใช่ชุดเครื่องแบบของนิกายเจิ้นเทียน และยังมีกระเป๋าใบใหญ่สะพายอยู่ด้านหลังของนาง
ช่างดูเหมือนว่านางกำลังเตรียมพร้อมจะหนีไปที่ไหนซักที่อย่างใดอย่างนั้น เมื่อ’หลงยี่’เห็นสภาพของ’เลี่ยวเล่อเล่อ’ก็ยิ้มขึ้นเล็กน้อยที่มุมปากเล็กน้อย พร้อมกับพูดขึ้น
“เลี่ยวเล่อเล่อ ดูเหมือนเจ้าเตรียมพร้อมจะหนีไปทันทีที่ข้าแพ้การประลองเลยนะ”
‘เลี่ยวเล่อเล่อ’หันมาจ้องมองเขา
“ไร้สาระน่า เจ้าคิดว่าเลี่ยวเล่อเล่อคนนี้เป็นพวกกลับคำพูดตัวเองงั้นรึ? ที่ข้าพกกระเป๋ามา เพราะหากเจ้าแพ้ ข้าก็ต้องไปอยู่กับเจ้าสุกรนั่นไงเล่า!”
เจ้าสุกร! เมื่อ’เฟิงหยาง’ได้ยินเข้า ใบหน้าเขากลับกลายเป็นคล่ำเขียว เจ้าผู้หญิงหน้าเหม็นนี่กล้าเรียกเขาว่าเจ้าสุกร นี่มันจะมากไปแล้ว! เมื่อเขาเห็นสภาพของ’เลี่ยวเล่อเล่อ’ เขาจะไม่รู้เชียวรึ? ว่านางคิดวางแผนจะทำสิ่งใด
“หึ เจ้าขยะหลงยี่ หากเจ้าแพ้ ข้าไม่มีทางปล่อยให้นางหนีไปแน่ และข้าก็ไม่ใช่คนที่ชอบกลับคำพูดตนเองเช่นกัน ยาเม็ดฉิงหัวตันอยู่ในเข็มขัดของข้า หากคิดว่าจะเอาไปได้ก็เข้ามา!”
‘เฟิงหยาง’เปล่งเสียงทางจมูก ร่างสูงของเขาก้าวเข้าไปหา’หลงยี่’เพื่อจะจัดการกับมัน
ที่มา: