I-Here.info [ไอ้-เหี้ย ดอท อินโฟ]

Isekai Mahou wa Okureteru! ตอนที่ 14 การประเมินผลการต่อสู้ แน่นอนว่ามันคือ

| Isekai Mahou wa Okureteru! | 1275 | 1455 วันที่แล้ว
ตอนที่แล้วตอนต่อไป

หลังจากที่ซุยเมอิได้รับคำแนะนำจากพนักงานตอนรับว่าเขาจะได้รับการประเมินผลในห้องโถงที่เชื่อมกับด้านในของสมาคมนักผจญภัย แสงไฟสลัว ทำให้เขารู้สึกคล้ายๆกับเดจาวู ความรู้สึกเหมือนกับโรงพยาบาลตอนกลางคืนเลย

ซุยเมอิสับสนเกี่ยวกับความรู้สึกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโลกนี้ ขณะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ เสียงเดินของใครบางคนก็ดังออกมาจากส่วนลึกของห้องโถง เป็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่นเอง เธอมีผมสีน้ำตาลฟูฟ่องและสวมชุดแบบเดียวกับพนักงานต้อนรับ ก่อนจะสาวเท้ามายืนยังด้านข้างของเขา พลางเอียงศีรษะถามว่า

“เอ่อ…ซุยเมอิ  ยาคางิซังใช่มั้ยค่ะ?”

“ฉันเองล่ะ”

ซุยเมอิพยักหน้า หญิงสาวยิ้มอย่างอ่อนโยนขณะที่แนะนำตัวเอง

“ขอโทษด้วยค่ะ ชื่อของฉันคือโดโรเธีย เป็นผู้ดูแลการรับสมัครสมาชิกใหม่ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

“อ่า ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน”

ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนี้เป็นพวกมีอัธยาศัยดี เพราะงั้นเขาควรจะพูดแบบสุภาพสักหน่อยสินะ เห็นได้ชัดถึงความแตกต่างที่ผู้หญิงคนนี้ปฏิบัติต่อเขา มันช่างแตกต่างจากฝ่ายต้องรับด้านนอกเหลือเกิน ซุยเมอิคิดในใจ ขณะที่โดโรเธียยิ้มอย่างมีความสุขและพูดขึ้น

“โอ้ ไม่ต้องพูดอย่างเป็นทางการขนาดนั้นหรอกค่ะ เพราะว่าเราอายุเท่ากันการพูดกันอย่างปกตินับว่าเป็นเรื่องดี”

“……จะดีเหรอ?นั่นไม่นับว่าเป็นการเสียมารยาทหรอกเรอะ?”

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ~ มันจะทำให้งานของฉันง่ายขึ้นถ้าสมาชิกใหม่ไม่กังวลมากไปเกี่ยวกับการประเมินผล  แต่ดูเหมือนว่ามันจะใช้กับคุณไม่ได้ผลสิน้า ซุยเมอิซาง ~”

“ฮ่า ๆ … เอาล่ะ ยินดีที่ได้พบแล้วกัน “

” ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน ! “

โดโรเธียตอบสนองด้วยความกระตือรือร้นที่ซุยเมอิยอมรับคำขอของเธอ

“ไปเดินเล่นกันเถอะ”

เธอนำทางซุยเมอิออกจากห้องโถง ทันใดนั้นเธอก็ได้หันหน้ามาเผชิญกับเขาอย่างกะทันหัน

“ก่อนหน้านี้ ฉันเห็นแบบฟอร์มลงทะเบียนของคุณ ซุยเมอิซังคุณเป็นนักเวทที่มีคุณสมบัติธาตุไฟและลมใช่มั้ย?”

“อ้อ ใช่ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น”

“ไม่มากไม่น้อย? คุณถ่อมตัวเกินไปแล้ว คุณสามารถใช้เวทมนตร์โดยไม่ต้องร่ายคาถาหรือคำร่ายแต่กลับส่งโรฮาซังบินได้? คุณต้องเป็นนักเวทที่เก่งมากทีเดียว? “

“ไม่ขนาดนั้น ฉันอยู่ในสถานการณ์วิกฤติ ดังนั้นฉันจึงทำไปโดยไม่รู้ตัว มันเป็นอะไรที่สามารถเกิดขึ้นได้”

ซุยเมอิตอบด้วยรอยยิ้ม โรฮาซังที่ว่านี่หมายถึงคนที่ใช้ดาบเคลย์มอร์เมื่อกี้สินะ หมอนั่นต้องการทำร้ายเขาอย่างรวดเร็วบางที่คงจะเป็นคนมีชื่อเสียงในสมาคม? เพราะไม่ต้องการดึงดูดความสนใจมากนักเขาเลยปกปิดตัวเอง ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันจะทำให้คนอื่นเข้าใจผิดไปได้

“อืม….จากที่ฉันรู้มาว่า การร่ายคาถาไม่ได้ขึ้นอยู่กับอารมณ์นะคะ”

โดโรเธียขมวดคิ้วกับคำอธิบายของซุยเมอิ จากคำพูดของเธอแสดงให้เห็นว่าเธอรู้เรื่องเกี่ยวกับเวทมนตร์ไม่น้อยเหมือนกัน เขาควรจะกำจัดข้อสงสัยให้เธอดีรึเปล่า?

แต่เขาไม่ต้องทิ้งความประทับใจที่ไม่ดีเอาไว้ จึงตัดสินใจที่จะอธิบายเพื่อเป็นการยืนยัน

“… คาถา ก็เป็นไปได้ที่จะเปิดใช้งานเวทมนตร์ในรูปแบบอื่น นอกจากนี้เวทที่ฉันใช้ก็ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไร”

“จริงเหรอ?”

“มันเป็นเรื่องทั่วๆไปนะ เธอไม่รู้เหรอ?”

นี่อาจจะดีกว่าในการรักษาความลับ การเปิดเผยข้อมูลปลอมครึ่งจริงครึ่ง ดูเหมือนว่าจะเป็นอะไรที่ปลอดภัยกว่าสินะ โดโรเธียเองก็ไม่ได้ถามอะไรมากไปกว่านี้ เธอเปลี่ยนหัวข้อ

” ซุยเมอิซัง ฟังดูเหมือนจะเป็นอาจารย์ทางเวทมนตร์ – คุณจะว่าอะไรมั้ยถ้าฉันขอถามอะไรหน่อย ? ถ้าไม่ใช่ด้วยคาถา มีวิธีอื่นที่ทำให้สามารถใช้เวทมนตร์ได้รึเปล่า ? “

“ความลับ”

“บู่ ซุยเมอิซัง คุณนี่ขี้งกจนน่าแปลกใจเลย”

“มีคนเปิดเผยความลับของตัวเองง่ายๆรึไงกัน?”

ซุยเมอิตอบพร้อมกับยักไหล่ โดโรเธียดูเหมือนจะยอมรับคำตอบนั้น

“นั่นมันก็จริง”

เธอกล่าวก่อนที่จะเปลี่ยนหัวข้ออีกครั้ง

… ฉันต้องบอกว่า แต่ … โรฮาซังเป็นคนค่อนข้างห่าม เหตุการณ์แบบเมื่อสักครู่เองก็ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นบ่อยๆด้วย”

ดูเหมือนว่าโดโรเธียจะต้องการแก้ตัวแทนเจ้าหน้าที่ของสมาคม ซุยเมอิจึงถามขึ้น

“… มีคนที่เล่นพิเรนทร์บ่อยๆเหรอ?”

“ใช่ค่ะ มีหลายคนที่วาดฝันไว้ว่าจะเป็นนักผจญภัยและเข้ามาที่แผนกต้องรับแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้มีความสามารถในการต่อสู้สักนิด และหลายคนที่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่สมาชิกเท่านั้นที่จะได้รับ ฉันคิดว่ามันอาจจะเป็นเพราะผู้กล้า เพราะในสามวันที่ผ่านมาอยู่ๆคนพวกนี้ก็มีมากขึ้นจนน่าตกใจ”

ดูเหมือนว่านั่นจะสร้างปัญหาให้กับเจ้าหน้าที่ของสมาคม โดโรเธียถอนหายใจอย่างหนักหน่วงขณะที่พวกเขากำลังเดิน ก่อนหน้านี้มนุษย์กำลังอยู่ในภาวะท้อแท้หลังจากการล่มสลายของ นอเซียสจากฝีมือของกองทัพปีศาจ  

เขาค่อนข้างแน่ใจว่าคนส่วนใหญ่เริ่มจะคิดว่าพวกเขาเป็นผู้กล้า แนวคิดของพวกเขาเริ่มมาจากการขาดหลักฐานยืนยันตัวตน  พวกเขาเริ่มคิดกันไปว่าการดำรงอยู่ของพวกเขาคือชัยชนะของมวลมนุษยชาติ  อันที่จริงพวกเขาคิดว่าความพยายามคงจะสามารถทำอะไรได้บ้าง  เหตุผลที่ผู้คนจำนวนมากมีแนวโน้มที่จะ

“ติดเชื้อ”

พวกเขาเริ่มสูญเสียชีวิตในความเป็นจริงและเริ่มจะเข้าไปอยู่อาศัยในโลกแห่งจินตนาการกันแล้ว กระแสแห่งความคลั่งนี้เกิดจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้

“หมายความว่าไม่ว่าฉันจะไปที่ไหน ก็จะเจอกับคนแบบนั้น?”

ในใจของเขานึกถึงภาพฝูงชนจูนิเบียวกำลังชุมนุมกัน

“ไม่ๆ คุณเป็นคนสุดท้ายของวันนี้ คนอื่นๆถูกประเมินเสร็จกันหมดแล้ว”

“เข้าใจแล้ว”

“มีอะไรแปลกๆงั้นเหรอ”

“….ไม่มี ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ”

ซุยเมอิโบกมือปฏิเสธ โดโรเธียจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอีกครั้ง

“งั้นเหรอ  ซุยเมอิซังคุณได้ไปดูขบวนแห่ของผู้กล้าหรือเปล่า?”

” อืม ฉันเดาว่าเธอคงพูดแบบนั้น . . . . . . . ”

เขาหลบตาและพูดเหมือนกับที่เคยทำเป็นประจำก่อนหน้า- โดยที่ลืมไปว่ามันไม่ใช่สถานที่เดียวกัน โดโรเธียดูเหมือนชื่นชม

“เรอิจิซามะใช่มั้ยค่ะ? เขามีออร่าที่ไม่สามารถอธิบายได้ ที่สุดของความหวังของพวกเราที่ถูกเรียกว่าผู้กล้า  จากที่ได้ยินมาผู้กล้าทุกคนเป็นคนที่มีความกล้าหาญและยุติธรรม”

ขณะที่เธอพูด เธอก็หยุดและปิดตา แสดงออกถึงความปรารถนาบนใบหน้าของเธอ การเห็นขบวนแห่คงทำให้เธอมีความสุขมากสินะ ภาพของผู้กล้าถูกประทับอยู่ในความทรงจำของโดโรเธีย ทำให้เธอได้พบกับความหวัง?

ซุยเมอิผู้ใช้เวลาร่วมกันกับเรอิจิและมิซึกิอาจไม่รู้สึกแบบนั้น แต่กับคนอื่นๆแล้วทุกคนล้วนรู้สึกแบบเดียวกับโดโรเธีย ซุยเมอิถามความคิดเห็นของเธอที่มีต่อผู้กล้าอันเป็นตัวแทนของประชาชน

“โดโรเธีย เธอคิดว่าผู้กล้าจะสามารถเอาชนะราชาปีศาจและกองทัพได้รึเปล่า?”

“ถ้าพลังของผู้กล้าในตำนานเป็นเรื่องจริง จะต้องทำได้แน่นอน!”

“มีอะไรอีกมั้ย?

คำถามของซุยเมอิทำให้โดโรเธียประหลาดใจ และดวงตาของเธอก็เบิ่งกว้าง

“คุณไม่รู้เหรอค่ะซุยเมอิซัง”

“โทษทีนะ”

แม้ว่าซุยเมอิจะไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไร แต่คำขอโทษคงเหมาะจะใช้กับสถานการณ์ตอนนี้ ตำนานเกี่ยวผู้กล้าดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรู้อยู่แล้ว ดูจากปฏิกิริยาของโดโรเธีย ดูเหมือนกับว่าซุยเมอิกำลังสบประมาทฮีโร่ในดวงใจของเธออยู่

“…ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ”

เธอตอบอย่างอารมณ์เสีย ก่อนจะเริ่มอธิบาย

“ความแข็งแกร่งของท่านผู้กล้าเป็นสิ่งที่สามารถพบได้ตามหนังสือประวัติศาสตร์รวมถึงเรื่องเล่าขานที่สืบต่อกันมาในเหล่าประชาชน ตลอดประวัติศาสตร์มีหลายครั้งที่โลกต้องเผชิญวิกฤตอันเลวร้าย ผู้นำของเราก็จะทำการอัญเชิญผู้กล้ามาค่ะ นั่นยังรวมถึงเรื่องราวของวีรบุรุษผู้ผ่ายักษ์ที่ตัวสูงเท่าภูเขาเป็นสองท่อนโดยการโจมตีเพียงครั้งเดียว  หรือการต่อสู้และโค่นราชาปีศาจลงได้ด้วยการใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์”

“ฮ่ะ…”

เขาสนใจในคำพูดของเธอมาก ไม่ใช่แค่เพราะประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น แต่เธอยังพูดบางอย่างที่อาจเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ของเรอิจิและมิซึกิด้วย  มันเป็นธรรมชาติที่เขาจะมีความสนใจจริงๆ เขาจะมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง

“ซุยเมอิซัง คุณกำลังคิดอะไรอยู่น่ะ?”

“อืม?”

หลังจากที่อธิบายมาอย่างยืดยาว เธอถามเขากลับบ้าง

“เกี่ยวกับผู้กล้าและการปราบราชาปีศาจ ซุยเมอิซังคุณคิดว่ายังไงบ้าง? “

“… นั่นเป็นคำถามที่ดี ถ้าผู้กล้าคนปัจจุบันจริงๆแล้วเหมือนคนที่อยู่ในเรื่องราวที่เธอพูดถึงนั่นก็คงจะเป็นไปได้ ปัญหาก็คือผู้กล้าคนปัจจุบันจะเก่งขนาดนั้นหรือเปล่า”

“เธอคิดว่าพวกเขาจะทำได้รึเปล่า?”

แน่นอนว่าเรอิจิและคนอื่นๆไม่สามารถทำเรื่องพวกนี้ได้หรอก เว้นแต่ว่าจะมีเครื่องทุ่นแรงช่วย

“คุณไม่เห็นด้วย?”

“ก็ไม่เชิง  ฉันคิดว่ามันมักง่ายไปถ้าคิดว่าจะสามารถเอาชนะได้เพียงเพราะว่ามีผู้กล้าอยู่ พวกเขาจะทำได้จริงหรือเปล่านั่นไม่ใช่ของที่จะรู้ได้หรอก”

ซุยเมอิเป็นคนหนึ่งที่เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันจริงๆ หากคิดว่าการได้รับพลังมหาศาลจะเป็นหลักประกันชัยชนะได้แล้วล่ะก็ นั่นมันช่างเป็นความคิดที่ไร้เดียงสานัก ดวงตาของซุยเมอิหรี่ลงด้วยความกังวล

“ความคิดเมื่อกี้นี่ห้ามเอาไปพูดข้างนอกนะคะ ถ้าโบสถ์แห่งความรอดที่เชื่อว่าวีรบุรุษเป็นทูตของเทพธิดาอาร์ชูน่ามาได้ยินเข้าล่ะก็ คุณจะถูกจับไปเทศนาจนกว่าจะเปลี่ยนความคิดเลยล่ะค่ะ”

“ฮ่าๆๆๆ ฉันจะระวัง”

ดูเหมือนว่าเลฟิลเลียเองก็พูดแบบนี้ ผู้คนในโลกนี้ดูเหมือนจะคิดว่าการเทศนาของโบสถ์เป็นอะไรที่น่ากลัว และยังถือว่าเป็นภัยคุกคามอีก เพื่อประโยชน์หลังจากนี้เขาคงต้องระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องนี้ซะแล้ว การแสดงออกของโดโรเธียก็เปลี่ยนไป จากคำตำหนิการเป็นการแนะนำอีกครั้ง

“ซุยเมอิซังสิ่งที่คุณพูดเป็นความจริงอย่างแน่นอน อันที่จริงแล้วสมาชิกของสมาคมส่วนใหญ่ก็คิดแบบนั้น การปรากฏตัวของผู้กล้านำผลกระทบมาด้วยหลายอย่าง มันไม่ใช่แค่อัศวินหรือทหารเท่านั้นที่เพิ่มจำนวนขึ้น ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาทางเราเองก็มีคนมาสมัครเพิ่มขึ้นเหมือนกัน”

“เพราะงั้นพนักงานตอนรับเลยพยายามจะไล่ฉันออกไปใช่มั้ย?”

“ใช่แล้วค่ะซุยเมอิซัง อย่างน้อยคุณก็ควรจะถือคทา แต่ผู้สมัครที่ไม่สวมใส่อุปกรณ์ที่เหมาะสม แล้วจะสามารถพกบัตรสมาชิกแบบเดียวกับคุณ นั่นมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว”

“อ่า ขอโทษด้วยจริงๆ”

การกระทำแบบไม่คิดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ตอนนี้เขาล้มเหลวในการสังเกตสภาพแวดล้อม นั่นเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรง เขาลอบถอนหายใจ ในขณะที่โดโรเรียอธิบายต่อ

“ดีแล้วค่ะที่เข้าใจ แต่มันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรนัก”

ผู้หญิงคนนี้ อยู่ดีๆก็เห็นใจกันซะอย่างนั้น

“ไหงว่างั้นล่ะ มันเป็นวิธีที่รุนแรงไม่ใช่เรอะ”

นี่คือสิ่งที่ซุยเมอิกังวลตลอดมา ถ้าหากคุณทำร้ายใครสักคนในอาคาร มันก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่มาก หรือนี่เป็นเพียงเพราะซุยเมอิคุ้นเคยกับความสุภาพในโลกของเขามากเกินไป มันใช้ไม่ได้กับที่โลกนี้?

“คุณหมายถึงหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สามาคมเหรอคะ?”

“ใช่สิ มันเป็นการทำร้ายชื่อเสียงสมาคมไม่ใช่เหรอ ถ้าคนอื่นนอกจากฉันทำแบบนั้น มันอาจจะไม่มีใครมาสมัครอีกก็ได้”

เธอตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก

“ถ้าใครไม่อยากจะมาสมัครเราก็ไม่สนใจหรอกค่ะ เราไม่อยากได้พวกใจเสาะหรอก”

คำตอบของเธอชัดเจนและไม่ลังเล เธอกล่าวเสริมว่า

“นอกจากนี้ข่าวลือไม่ดีเกี่ยวกับสมาคมนั่นเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วด้วย”

“เพราะความสำเร็จของทไวไลท์พาวิลเลี่ยน?”

“ใช่แล้วค่ะ”

เธอตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“มีคำถามอื่นรึเปล่าค่ะ?”

แน่นอนเขาทำ เรื่องที่เขาไม่อาจหลีกเลี่ยง –

“การประเมินผลนี่ต้องทำยังไง?”

เขาถามอย่างกังวล ในนวนิยายที่มิซึกิชอบอ่าน การลงทะเบียนสมาคมของต่างโลกนั้นจะต้องเอามือไปวางไว้บนคริสตัลอะไรบางอย่าง ซึ่งโลกนี้ก็คงจะเป็นอะไรแบบนั้นเหมือนกัน ราวกับว่าเธอรอคำถามนี้มาตลอด โดโรเธียตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง

“แน่นอนว่า ด้วยการต่อสู้ยังไงล่ะ”

“แน่นอน!”

จะบ้าเรอะ ☆ หลังจากที่ตอบคำถามของซุยเมอิ โดโรเธียได้พาเขาเข้าไปทางประตูและที่ปรากฏตรงหน้านั้นคือสนามทดสอบในร่มขนาดใหญ่

“อ่า ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมสมาคมถึงมีขนาดใหญ่นัก มันมีห้องแบบนี้อยู่นี่เอง”

ซุยเมอิพูดพึมพำ

“ใช่แล้ว ที่นี่คือสมาคมนักผจญภัยที่ใหญ่ที่สุดในสามอาณาจักร แน่นอนว่าเราจะต้องมีสิ่งอำนวยสะดวกแบบนี้เตรียมไว้ด้วย”

การฝึกอบรมความแข็งแกร่งของสมาชิกบางคน ของแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นสินะ แต่ว่า-

“ทำไมมันถึงไม่มีอะไรเลย?”

ห้องนี้มันช่างว่างเปล่า มันเกือบดูเหมือนไม่มีคนอยู่แล้วถ้าหากว่าไม่มีประตู

“ก่อนเที่ยง ห้องนี้มีไว้เพื่อการประเมินค่ะ ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ใช้ หากเสร็จสิ้นการประเมินแล้วพวกเขาก็จะไปอยู่กันที่ห้องลงทะเบียน”

“อ่า…”

ซุยเมอิตอบอย่างใจเย็น ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นว่าความรู้สึกที่ส่งมาจากด้านล่างมีบางอย่างแปลกๆ- ไม่สิทั้งห้องนี้ก็ให้ความรู้สึกแปลกๆ-เขามองลงไปด้านล่าง

“ขอโทษนะ แต่วัสดุนี่ …”

“สังเกตดีจังเลยนะคะ ห้องฝึกนี้ถูกสร้างจากวัสดุป้องกันเวทมนตร์ที่เพิ่งค้นพบ แม้ว่าคุณจะใช้เวทมนตร์อาคารนี้ก็จะไม่ได้รับความเสียหาย”

เธอตอบอย่างภาคภูมิใจ

“วัสดุป้องกันเวทมนตร์?”

“ใช่แล้ว มันถูกสร้างเพื่อใช้งานโดยเฉพาะ เจ๋งใช่มั้ยล่ะ?”

“โอ้ มีของแบบนี้อยู่ด้วยสินะ”

ซุยเมอิตอบอย่างสงบตรงข้ามกับท่าทีภาคภูมิใจของโดโรเธีย แม้จะไม่สนใจมากนัก แต่สายตาของเขายังจับจ้องอยู่ที่พื้น พื้นและผนังเขาสามารถบอกได้ว่ามันทำมาจากไม้และหิน นี่คือวัสดุป้องกันเวทมนตร์ที่ว่า?

ย้อนกลับไปในโลกของเขา เวทมนตร์ป้องกันวัตถุสามารถพบเห็นได้ทั่วไป แต่จากการตรวจสอบวัสดุพวกนี้ไม่มีร่องรอยของการใช้เวทมนตร์ป้องกัน ถ้าหากมันเป็นความทนทานที่เกิดจากตัววัตถุเองก็เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก ซุยเมอิมองอย่างสำรวจไปรอบๆ

“อย่างที่ฉันบอกไปก่อนหน้านี้ การแข่งขันของซุยเมอิซังจะต้องต่อสู้กับคนของสมาคมที่เราได้คัดเลือกมา การประเมินขึ้นอยู่กับทักษะการต่อสู้ ตกลงมั้ยคะ?”

” เอ่อ ไม่ใช่ว่าฉันมีปัญหากับ . . . . . . . แต่ สมมุติว่า ( แค่ยกตัวอย่าง ) มีวิธีการประเมินอื่น ๆนอกเหนือจากการต่อสู้รึเปล่า ? ”

“ฮะ…..ตอบยากนะคะนั่น  งั้นฉันขอถามกลับนะ : ถ้าไม่ต่อสู้แล้วจะให้ใช้วิธีไหนคะ”

เอ๊ะ ไม่มีเหรอ?

“… โอเค-โดเค”

“ฮะ?”

“ฉันแค่บอกว่าฉันเข้าใจ.”

โดโรเธียไม่เข้าใจคำตอบของเขา ซุยเมอิอธิบายว่าเขาได้ตอบตกลง . แม้ว่าภาษาญี่ปุ่นแปลไม่ยาก เห็นได้ชัดว่าคำที่ยืมมาไม่สามารถแปลได้ ในขณะที่เขาครุ่นคิดเกี่ยวกับการขาดประสิทธิภาพในการสื่อสาร  เขาเงยหน้าขึ้นไปยังเพดาน  เมื่อมองย้อนกลับไป โดโรเธียยังคงดูสับสนเล็กน้อย

( ในต้นฉบับซุยเมอิใช้คำที่เธอไม่เข้าใจคือ  ” おーけー ” คือ “โอเค” ผมคิดว่าการใช้ภาษาอื่นเป็นอะไรที่โรแมนติกมากเมื่อเทียบกับภาษาอังกฤษ . . . . . . . ยกเว้นคำว่า ” โอเค ” ซึ่งกลายเป็นส่วยหนึ่งของทุกภาษาบนโลกไปแล้ว)

“ฮะ … ถ้าคุณว่าแบบนี้ แล้วตอนนี้”

เหมือนว่าโดโรเธียกำลังจะพูดเรื่องถัดไป แต่แล้วพวกเขาก็รับรู้ถึงความเคลื่อไหวจากห้องด้านใน ประตูเปิดออกและคนที่ก้าวออกมาก็คือ…. เมื่อสังเกตเห็นพวกเขา  ผู้มาให้เรียกออกมา เสียงที่มากระทบโสตประสาทเหมือนกับเสียงของระฆังเงิน เสียงของสายลมที่อ่อนโยน

“ซุยเมอิซัง?”

“โอ้ กราคิสซัง เราพบกันอีกแล้ว”

คนที่ออกมานั้นไม่ใช่ใครที่ไหน เธอคือเลฟิลเลีย กราคิส คนที่เขาได้พบไปก่อนหน้านี้นั่นเอง ผมสีแดงสดใสของเธอกวัดแกว่งไปมาเมื่อเธอกำลังเดิน เธอขมวดคิ้วขณะทักทายซุยเมอิ ร่องรอยความตกใจปรากฏบนใบหน้าของหญิงสาว

“คุณมาทำอะไรที่นี่คะ?”

“พวกเขาบอกว่าผมต้องได้รับการประเมินน่ะครับ”

“…ฮะ?”

“มีอะไรผิดปกติเหรอ?”

” คุณไม่ได้มาที่นี่เพื่อส่งคำร้องเหรอค่ะ?”

“โอ้ …”

เมื่อเห็นท่าทางประหลาดใจของเลฟิลเลีย ซุยเมอิก็เข้าใจในสิ่งที่เธอบอกกับเขาก่อนหน้านี้ ตอนที่แยกกันที่แผนกต้อนรับ เธออยากให้เขามอบภารกิจไปได้ด้วยดี เธอเข้าใจผิด ตอนนี้เขาเข้าใจคำพูดของเธอแล้ว ต้องขจัดความเข้าใจผิดให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ซุยเมอิอธิบายจุดหมายของเขา

“ที่จริงแล้วผมมีเป้าหมายเดียวกับกราคิสซังนั่นแหละ เพื่อเข้าร่วมสมาคม อ่อ ผมเป็นนักเวทน่ะ”

“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ เพราะคุณไม่ได้พกอาวุธ ฉันเลยคิดว่า….”

“…ผมขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ”

“อ๊ะเอ๋…ขอโทษทำไมคะ?”

“อย่ากังวลไปเลย”

เหมือนกับที่เคยได้ยินมา เมื่อหว่านเมล็ดอะไร ก็จะได้เก็บเกี่ยวสิ่งนั้น ตอนนี้ฉันเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งเลยล่ะ การพูดคุยของทั้งคู่ถูกขัดจังหวะโดยโดโรเธีย

“พวกคุณเป็นเพื่อนกันเหรอคะ?”

“เปล่าหรอกค่ะ เราแค่เจอกันที่แผนกต้อนรับด้านหน้า”

“โอ้ อย่างนี้นี่เอง”

ซุยเมอิถามเลฟิลเลียที่เพิ่งตอบคำถามของโดโรเธียไป

“กราคิสซัง การประเมินของคุณเป็นยังไงบ้าง”

“อ่า ใช่แล้วฉันเพิ่งเสร็จไปเมื่อกี้เองค่ะ”

“แล้วผลล่ะครับ”

“ไม่เลวเลยค่ะ”

ธอตอบพลางหลับตาและยิ้มออกมาอย่างกล้าหาญ จากที่ดูแล้ว คำว่า ‘ไม่เลว’ ที่ว่านี่น่าจะหมายถึง ‘จัดการง่ายมาก’มากกว่าที่จะเป็น ‘เกือบจะทำไม่ได้’ เธอไม่ได้ดูเหนื่อยอะไรนัก ลมหายใจเธอก็ไม่หนัก เมื่อโดโรเธียตระหนักว่าคู่ต่อสู้ของเลฟิลเลียเป็นใคร เธอมองมาอย่างตกตะลึง

“คู่ต่อสู้ตั้งสองคนคุณยังบอกว่า ‘ไม่ได้เลวร้าย’? สองคนนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญของที่นี่เชียวนะคุณรู้รึเปล่า”

“จริงเหรอคะ?ฉันก็แค่ต่อสู้ไปตามปกติเอง

“เหมือนปกติสินะ  อืม…เลฟิลเลียซังคุณวางแผนว่าจะไปไหนต่อหลังจากนี้รึเปล่า”

“….?คุณกำลังจะไปไหนเหรอ?”

ซุยเมอิประหลาดใจกับคำถามไม่เจตนาของโดโรเธีย

“อ่อ เรื่องนั้น….”

“ขอโทษที่ขัดจังหวะค่ะ แต่ว่าเราต้องเริ่มแล้ว ไม่เป็นไรใช่มั้ย?”

ความกังวลเกี่ยวกับเวลา คำถามของโดโรเธียขัดคำตอบของเลฟิลเลีย เมื่อทราบว่าพวกเขาใช้เวลาสนทนากับบนทางเดินค่อนข้างนานแล้ว ดูเหมือนว่าถ้าคุยกันต่อไปเรื่อยๆ มันจะเป็นการสร้างปัญหาให้กับคนอื่น

“อา ฉันพร้อมทุกเมื่อแหละ”

“เข้าใจแล้ว อ่า ไรคัสซัง เอนมาร์ฟซัง!อยู่มั้ยคะ”

โดโรเธียตะโกนไปยังส่วนลึกของห้องฝึกซ้อม เสียงตอบรับดังออกมาจากทางเดียวกับที่ว่ามานั้น และชายสองคนก็เดินออกมาจากด้านใน คนหนึ่งอยู่ในชุดเกราะนักรบถือดาบสองมือ ส่วนอีกคนอยู่ในชุดคลุมนักเวท ดูเหมือนว่าสองคนนี้จะเป็นคู่ต่อสู้สำหรับคนประเมินเขาสินะ

“สองคนนี้?”

“ค่ะ เลือกฝ่ายตรงข้ามระหว่างไรคัสซังและเอนมาร์ฟซัง  ไรคัสซังเป็นนักรบ ส่วนเอนมาร์ฟซังเป็นนักเวท แม้ว่าพวกเขาจะแตกต่างกันแต่ว่าพวกเขาก็เก่งมากและสามารถจะประเมินความแข็งแกร่งของคุณได้”

“อืม …”

เมื่อเธอพูดจบ ซุยเมอิถือโอกาสประเมินทั้งคู่ ฝ่ายตรงข้ามปล่อยพลังเวทขู่ แต่ไม่มีใครสามารถทำให้เขารู้สึกกลัวได้ ซุยเมอิเดินเขาไปใกล้อย่างเงียบๆ ทันใดนั้นนักรบ-ดูเหมือนจะชื่อไรคัสซัง? ตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

“เด็กใหม่งั้นเหรอ?”

“ใช่.”

“ชื่อ? อาชีพ?”

“ชื่อของฉันคือ ยาคางิ ซุยเมอิ ฉันเป็น อืม… นักเวท”

ปริกิริยาต่อเสียงอันไม่เป็นมิตร ซุยเมอิตอบออกไป คำตอบสั้นๆของเขาทำให้ไรคัสมองด้วยความสงสัย

“ฮะ? ไอ้ อืม…นี่มันหมายถึงอะไร ”

“อืม….นั่นมันเป็นความรู้สึกส่วนตัว ไม่ต้องไปสนใจมันหรอก”

“อะไรว่ะนั่น?”

ซุยเมอิไม่แน่ใจนักว่าทำไมไรคัสถึงได้ทำท่าไม่เป็นมิตรและหยิ่งผยอง  เป็นเพราะเขากำลังอารมณ์ไม่ดีหรือเพราะว่าเป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว?

ลักษณะของเขาดูเหมือนกับพวกคนเถื่อน นักเวทเอนมาร์ฟก็เหมือนกัน ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่ได้พูดสักคำแต่บรรยากาศก็เต็มไปด้วยความตึงเครียด ไรคัสหันไปหาเลฟิลเลีย

“เธอ…ทำไมยังอยู่ที่นี่อีก?

“ฉันคุยกับพวกเขาอยู่ค่ะ”

คิ้วของไรคัสกระตุก ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับซุยเมอิอีกครั้ง ท่าทางของเขาดูแข็งกร้าวมากขึ้น และตอนนี้เขาดูเหมือนกับนีโอ (ใครคือนีโอ?)

“รู้จักเธอเหรอ”

“ฮ่ะ? จะว่าอย่างนั้นก็ได้…..”

ซุยเมอิกำลังจะชี้แจงว่าพวกเขาเพิ่งรู้จักกัน  ไรคัสก็ลดเสียงลงและคำพูดของเขาดูคล้ายกับเป็นการปองร้าย

“….อา ฉันเห็นแล้วว่าพวกแกรู้จักกัน”

” … ?”

“แกรู้จักเธอ? ใช่มั้ย?”

อืม บรรยากาศดูแปลกๆ ซุยเมอิรับรู้ถึงความไม่เป็นมิตรจากเอนมาร์ฟเช่นกัน มันเกิดอะไรขึ้นล่ะเนี่ย?

ในขณะที่คิดภาพเหตุการณ์หนึ่งก็ผุดขึ้นในใจของเขา ก่อนจะหันไปถามเลฟิลเลีย

“อย่าบอกนะว่า……กราคิสซัง คุณชนะสองคนนี้…”

“อย่างที่คุณคิด ฉันชนะสองคนนี้ … นี่เป็นเพราะฉันเอง ขอโทษนะคะ”

“นั่นไงฉันว่าแล้ว…”

คำตอบอย่างที่คิดเลย ซุยเมอิได้แต่ถอนหายใจอย่างหนักหน่วง  

ปล.ผู้หญิงเรื่องนี้ชื่อจะคล้ายกันไปไหน ผมเกือบพิมผิดตั้งหลายรอบ orz.

ที่มา:

ตอนที่แล้วตอนต่อไป
comments