I-Here.info [ไอ้-เหี้ย ดอท อินโฟ]

Isekai Mahou wa Okureteru! ตอนที่ 43 หาบ้าน

| Isekai Mahou wa Okureteru! | 1013 | 1455 วันที่แล้ว
ตอนที่แล้วตอนต่อไป

“ที่นี่เหรอคะ…..”

“ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นนะ”

หลายวันต่อมานับตั้งแต่ ‘ซุยเมย์’ และ ‘เลฟิลเลีย’ มาถึงเมืองหลวงของจักรวรรดิฟีรัส เฟเรีย ตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ที่โซนที่พักอาศัยทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง บริเวณเขตที่พักนี้แออัดไปด้วยอาคารสูง

แม้แต่ในตอนกลางวันแสงแดดก็ยังส่องมาไม่ถึงพื้น ไม่อยากจะนึกถึงตอนกลางคืนเลยว่ามันจะมืดได้ถึงขนาดไหน แออัดขนาดนั้นนี่เทียบได้กับสลัมในโลกเก่าของเขาได้เลยนะเนี่ย

จุดประสงค์หลักของ ‘ซุยเมย์’ ในการมาที่จักรวรรดิเนลเฟเรียนนี้คือการหาวิธีกลับบ้าน ส่วนของ  ‘เลฟิลเลีย’ เป้าหมายของเธออยู่ที่โบสถ์แห่งความรอด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตแล้วเขาจำเป็นจะต้องหาที่อยู่ที่เป็นส่วนตัวสักหน่อย และสถานที่ที่จะหาบ้านแบบนั้นให้ได้คือสำนักงานที่ดินของจักรวรรดิ

วันนี้เขาจึงมาที่สำนักงานเพื่อหาบ้านที่ต้องการ แต่บรรยากาศที่แผ่ออกมานี่มันไม่น่าจะเป็นสถานที่ราชการไปได้เลย เลฟิลเลียถามเขาอีกครั้งอย่างไม่สบายใจ

“ ‘ซุยเมย์คุง’  มันใช่ที่นี่จริงๆเหรอ?”

“ที่นี่แหละ ถึงแม้ว่ามันจะมี…..บรรยากาศแปลกๆก็เถอะ”

อีกครั้งที่เลฟิลเลียมองไปรอบๆอย่างกังวล สิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเรานั้นคืออาคารขนาดเล็ก ที่หลบมุมอยู่ตรงซอกตึก กลิ่นหอมของอาหารและกลิ่งเหม็นจากท่อน้ำทิ้งโชยมาไม่ขาดสาย นี่มันไม่มีสง่าราศีของสถานที่ราชการสักนิด

“สถานที่แบบนี้จะหาบ้านให้เราได้จริงๆเหรอคะ?”

“เอาน่า อย่ามองแต่ภายนอกสิ”

“ไม่มองไม่ได้แล้วค่ะ แสงแดดก็ส่งเข้ามาไม่ถึงแถมยังมีกลิ่นแปลกๆอีก……”

แม้ ‘ซุยเมย์’ จะพูดแก้ต่างไปสักแค่ไหน  ‘เลฟิลเลีย’ ก็ยังคงมองไปที่ก้อนอิฐขึ้นตะไคร่นั้นอย่างไม่เชื่อถือ แต่ว่าจากคำแนะนำที่เขาได้มา สถานที่นี้น่ะ ไม่สามารถตัดสินได้จากภาพนอกหรอกนะ  ‘ซุยเมย์’ เปลี่ยนเรื่องไปถามถึงบางอยู่ที่ยังคงรบกวนจิตใจของเขาอยู่

“เกี่ยวกับคำทำนายของเทพธิดา?”

“เรื่องนั้นเหรอคะ? ใช่แล้วค่ะฉันได้รับคำทำนายของเทพธิดา”

คำทำนายที่ว่านั่น หรือก็คือการเปิดเผยของเทพธิดา ‘อาร์ชูน่า’  ที่มอบให้กับคนที่ศรัทธาอย่างลึกซึ้งนั่นเอง การเปิดเผยของเทพธิดาที่มีถึง ‘เลฟิลเลีย’ นั่นคือ

“ให้เข้าร่วมกับผู้กล้าของจักรวรรดิและต่อสู้กับกองทัพปีศาจนั่นเอง”

ให้ไปเข้าร่วมกับผู้กล้าที่ไม่มีใครรู้จักเนี่ยนะ มันเป็นคำสั่งที่เอาแต่ใจเกินไปแล้ว หลังจากวันนั้น ‘เลฟิลเลีย’ ก็ถูกโบสถ์แห่งความรอดกดดันมาอย่างหนัก แม้แต่ตอนนี้แววตาของเธอก็ยังคงเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอยู่เลย  ‘ซุยเมย์’ กล่าวปลอบว่า

“ถ้าคุณไม่อยากทำตามคำสั่งของเทพธิดา ก็ลืมมันไปซะก็ได้ ผมไม่ว่าอะไรหรอก”

“ทำแบบนั้นได้ด้วยเหรอคะ? มันจะไม่เป็นการลบหลู่เทพธิดางั้นเหรอ?”

“ลบหลู่อะไรกัน?…….การบีบบังคับให้คนอื่นไปสู้กับปีศาจเนี่ยนะ ถ้าแน่จริงทำไมถึงไม่ไปสู้เองซะล่ะ ไร้เหตุผลที่สุด”

“อ่า มันก็จริงอย่างที่คุณพูด แต่ว่า……”

เสียงของหญิงสาวเงียบหายไป อ่ามันก็อย่างนั้นแหละ ความศรัทธาน่ะ ถ้ามีมากเกินไป มันจะกลายเป็นความบ้าคลั่ง แทนที่มันจะมีประโยชน์ มันกลับจะนำไปในเส้นทางที่เลวร้ายซะมากกว่า ถ้าศรัทธามากเกินไปจนไม่คิดอะไรน่ะ มันก็มีแต่จะพาตัวเองเข้าไปอยู่ในวงล้อแห่งความตายนั่นแหละ เพราะคุณค่าของมนุษย์จะงดงามขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อได้เลือกเส้นทางด้วยตัวเอง นั่นแหละสิ่งที่เขาคิด

“แตว่าฉันจะตอบปฏิเสธผู้กล้าได้ยังไงล่ะคะ?”

“เมื่อกล้าที่จะตัดสินใจ ก็อย่ากลัวที่จะพูดปฏิเสธ”

“มีวิธีที่จะปฏิเสธแบบไม่ต้องพูดมั้ยคะ?”

แม้ว่าอยากจะปฏิเสธแค่ไหน แต่น้ำหนักของคำสั่งนั้นก็กดทับอยู่บนบ่าของเธอ

“ถ้าหากละเลยคำพูดของเทพธิดาละก็ ฉันคงจะ…..”

เขารู้สึกหงุดหงิดกับคำสั่งอันไร้สาระนี้ยิ่งนัก ถ้าเทพธิดาอะไรนี่กล้ามาสั่งเขาละก็นะ

“ถ้าเวลานั้นมาถึง ผมจะจัดการให้เอง”

“คุณจะทำอะไรคะ?”

“ถ้าคุณไม่อยากจะไป คุณก็ปฏิเสธไปเลย แต่ถ้ามีคนมาบังคับคุณให้ไปละก็ เลฟิลเลีย บอกมันให้มาคุยกับผม ผมจะเป็นคนจัดการมันให้เอง”

“อ่า……..ขอบคุณค่ะ”

“อ้าว……พวกคุณ”

เสียงทักดังออกมาจากด้านในทำให้ ‘ซุยเมย์’ ถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจ  ‘เลฟิลเลีย’  ตัวแข็งทื่อ

“เอ่อ สวัสดี”

ทันใดนั้นเองบรรยากาศสีชมพูระหว่าง ‘ซุยเมย์’ และ ‘เลฟิลเลีย’ ก็จางหายไปอย่างรวดเร็วพร้อมๆกับการมาถึงหญิงสาวที่สวมชุดสีฟ้า ที่มีดวงตากลมโตและลายเส้นคล้ายรอยสักบนแก้มกำลังมองมาที่พวกเขาอยู่ เขามองกลับอย่างพิจารณา จากที่เขาเห็นไม่ว่าจะเป็นขนาดตัว แขน ขา หน้าอกของเธอก็ไม่ได้แตกต่างจาก ‘เลฟิลเลีย’

(ไม่สิ มันต่างเห็นๆ  ‘เลฟิลเลีย’ เป็นเด็กนี่นะ) เป็นผู้หญิงที่อัตราการเจริญเติบโตต่ำสินะ เขาคิดแบบนั้น สงสัยว่าสิ่งที่ซุยเมย์คิดจะแสดงออกไปทางสีหน้าของเขาหมดแล้ว หญิงสาวคนนั้นจ้องมองมาที่เขาอย่างไม่พอใจ

“กำลังคิดอะไรอยู่น่ะ”

“ไม่ ไม่มีอะไร ผมแค่กำลังคิดว่าคุณเป็นเด็กรึเปล่าแค่นั้นเอง”

“เด็กงั้นเรอะ? นั่นหมายความว่ายังไง?”

“…..ไม่มีอะไร”

หญิงสาวคนนั้นหรี่ตามอง ‘ซุยเมย์’อย่างสงสัย แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทางไม่เป็นมิตรออกมา

“นี่ ผมไม่ได้คิดอะไรไม่ดีจริงๆนะ แบบว่าคุณดูอายุน้อยอะไรแบบนี้ไง”

“อายุน้อยเหรอ?”

“ใช่ๆ ประมาณว่าเด็กๆที่เพิ่งเรียนจบมาอะไรอย่างนั้นไง”

“…….”

หญิงสาวมอง ‘ซุยเมย์’ อย่างโกรธๆ ถึงแม้ว่าเธอจะตัวเล็ก แต่ก็เป็นถึงจอมเวทอาวุโสเชียวนะ ทันใดนั้น ‘เลฟิลเลีย’ ก็ร้องขึ้น

“หรือว่าคุณจะเป็นคนแคระกันคะ?”

“โอ้ใช่แล้วแม่หนู ฉันเป็นคนแคระ”

“????”

“ฉันเดานะคะเนี่ย”

“เธอเดาถูกแผงเลย ฉันกูลิก้า กิลเบิร์ตผู้ดูแลสำนักงาน”

“อ่า….คุยกันต่อไปเลยครับไม่ต้องสนใจผมหรอก”

“โอ้?”

คำพูดของ ‘ซุยเมย์’ ทำให้ ‘กูลิก้า กิลเบิร์ต’  รู้สึกสับสน ใบหน้าน่ารักนั้นดูยุ่งเหยิงไปทันที

“อะไรกัน แม้หนูนี่ยังฉลาดกว่าอีก โตแล้วแท้ๆทำไมถึงได้โง่นัก”

“งะ-โง่เหรอ”

ถูกตัดสินแบบนี้ ชายหนุ่มรู้สึกปวดใจยิ่งนัก สีหน้าของเขาหม่นหมองไปทันที  ‘เลฟิลเลีย’ จึงแก้ต่างกับคนแคระที่ว่านั้นให้

“อย่าว่าเขาเลยค่ะ เขาไม่เคยเห็นคนแคระมาก่อน”

“เป็นไปได้ด้วยเหรอ?”

“อาจจะหยาบคายไปหน่อย แต่คุณอายุเท่าไหร่แล้วคะ?”

“หือ ปีนี้ฉันอายุ 21 น่ะ”

“เอ๋ ฉันนึกว่ามากกว่านั้นซะอีก”

“มาๆๆ มานั่งคุยกันดีกว่า”

กูลิก้าตบลงบนเก้าอี้เพื่อให้ ‘เลฟิลเลีย’ นั่งลง  คนแคระตามตำนานเทพนอร์ส หมายถึงเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ใต้ดินเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นมาลำดับแรกๆของโลก พร้อมๆกับเผ่าดาร์คเอลฟ์ เชี่ยวชาญในการทำอาวุธที่ทรงพลัง

ในโลกนี้ คนแคระเป็นคำที่ใช้เรียกเผ่าที่มีร่างกายขนาดเล็ก (ทำไมไม่มีเคราละ?-ปกติคนแคระทุกเพศทุกวัยจะมีเครานี่) หรือเพราะว่ามันเป็นต่างโลกข้อมูลทุกอย่างเลยไม่ตรงกัน  ‘เลฟิลเลีย’ ยังคงพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเสื้อผ้ากับกูลิก้า อย่างสนุกสนาน แต่ว่าอย่าเพิ่งลืมเหตุผลที่เรามาที่นี่สิ

“ขอโทษนะ แต่ว่ามีบ้านว่างบ้างรึเปล่า”

“อ่า ใช่แล้ว เรามาเพื่อหาบ้านกันนี่นา ลืมไปเลย”

“นี่ อย่าลืมจุดประสงค์ไปง่ายๆสิ”

“นี่ๆ เจ้าคนนิสัยไม่ดี อย่าไปดุเด็กอย่างนั้นสิ”

“อะไรอีกละนั่น…….”

กูลิก้ายิ้มก่อนจะเดินเข้ามาใกล้พวกเขา และพวกเขาก็ถูกพามายังบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ท่ามกลางชุมชน

“นี่เป็นบ้านที่อยู่ในมาตรฐานระดับกลาง เป็นยังไง พอใจมั้ย?”

“อืม…..”

ประตูไม้ เพดานทรงสูง เสาและคานก็แข็งแรง อีกอย่างมันอยู่ใจกลางเมืองหลวงทำให้มีน้ำใช้ได้ไม่ขาด หลังจากสำรวจจนทั่วแล้วกูลิก้าถามด้วยน้ำเสียงคาดหวัง

“เป็นยังไงบ้าง?”

“ก็ไม่เลว ดีกว่าที่เราคิดไว้ซะอีก”

“แน่นอน ในบรรดาบ้านที่เรามีอยู่ ที่นี่ดีที่สุดแล้วล่ะ”

‘กูลิก้า’ เอนตัวไปด้านหลังด้วยความภาพภูมิใจ  ‘เลฟิลเลีย’ มองหน้าเขา

“ซุยเมย์คุง”

“ว่าไง?”

ท่าทางของ ‘เลฟิลเลีย’ ดูไม่ปกติเลยแฮะ เกิดอะไรขึ้นอีก?

“หลังจากนั้นฉันควรจะไปอยู่ที่ไหนดี?”

“….? หมายความว่ายังไง?”

“ก็ซุยเมย์คงมีบ้านแล้วนี่ แล้วฉันจะไปอยู่ที่ไหนดี?”

“แล้วทำไมไม่อยู่ที่นี่ละ?”

“เอ๋? ได้เหรอคะ? มันจะไม่รบกวนคุณเหรอ”

ท่าทางเหนียมอายทั้งการแสดงออกและน้ำเสียง ดวงตากลมโตทอประกายเว้าวอน ใครกับ ใครมันจะไปลำคาญเธอลง

“ผมไม่เคยรู้สึกว่าถูกรบกวนเลยนะ!”

“จริงเหรอคะ!”

เขาเดินไปกระซิบบางอย่างกับเด็กสาว (อีกอย่างเรื่องคำสาปของคุณด้วย) (แต่ว่า…..นั่นมันไม่ใช่ปัญหาของคุณนะคะ) (เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว มันต้องไปให้ถึงฝั่งสิ) (-!?)  ‘ซุยเมย์’ ยอมช่วยเธอด้วยความเต็มใจล่ะ  ‘เลฟิลเลีย’ อดที่จะรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ จากนั้นเธอก็กระโดดเข้ามากอดเขาทันที

“ขอบคุณค่ะ ‘ซุยเมย์คุง’ ”

“……….”

‘เลฟิลเลีย’ จูบลงบนแก้มของเขา เดี๋ยวก่อน นี่มันไม่ใช่เหตุผลที่เขาช่วยเธอนะ แต่ว่า รู้สึกเขินนิดหน่อยแฮะ เวลาเดียวกับที่เขารับรู้ถึงสายตาแปลกๆได้จากด้านข้าง

“…….”

“ ‘กูลิก้า’  เป็นอะไรไปน่ะ?”

“ฉันกำลังสงสัยว่า คุณเป็นพวกโลลิค่อนที่ชอบหลอกเด็กตัวเล็กๆ”

“ห๊ะ…ไม่ ไม่ใช่แบบนั้น”

‘กูลิก้า’ มองเขาด้วยสายตารังเกียจและพยายามก้าวถอยหลังหนีไป

“หยุดอยู่ตรงนั้นนะ อย่าเข้ามาใกล้ฉันเชียว”

“นี่ฟังกับบ้างสิ เธอกำลังเข้าใจผิดนะ”

“ไม่ฟัง ฉันมั่นใจว่าเข้าใจถูกแน่ๆ”

“มันไม่ใช่แบบนั้น มันมีเหตุผลอื่น”

“โอ้ เหตุผลอื่น เพราะแบบนั้นเลยพากันมาอยู่ที่นี่สินะ”

ไม่ว่าจะพูดอะไรไปแบบไหน  ‘กูลิก้า’ ก็ไม่ยอมฟังอะไรเลย

“ ‘ซุยเมย์คุง’   ‘กูลิก้าซัง’ นี่อะไรคะ?”

“อ่อ ห้องน้ำน่ะ”

“นี่เหรอคะห้องน้ำ! บ้านนี้มีห้องน้ำด้วยเหรอคะ?”

‘เลฟิลเลีย’ ร้องด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะเอ่ยถามชายหนุ่ม แต่กูลิก้าเป็นฝ่ายตอบแทน

“แน่นอนสิ บ้านทุกหลังในฟีรัส เฟเรียก็มีห้องน้ำทั้งนั้น”

เอกล่าวอย่างภาคภูมิใจ ก่อนที่ ‘เลฟิลเลีย’ จะรีบวิ่งเข้าไปสำรวจห้องน้ำที่ว่านั้นทันที  ‘ซุยเมย์’ เดินตามเข้าไปเงียบๆ ไม่เลวแฮะ มีอ่างน้ำด้วย  ‘กูลิก้า’ ถามขึ้น

“พอใจรึเปล่า?”

“อืม…..”

‘ซุยเมย์’ จับจ้องไปยังห้องน้ำที่อยู่เบื้องหน้า ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ที่แอสเทล ชาวแอสเทลนั้นมีนิสัยไม่ชอบอาบน้ำ เขาเลยต้องใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวแทน ตอนที่มายังจักรวรรดิใหม่ๆ ก็ยังไม่มีที่ให้อาบน้ำ ‘เลฟิลเลีย’ ที่เกิดในนอเซียส

ประเทศที่รักการอาบน้ำเช่นเดียวกับจักรวรรดิจึงอยู่ในภาวะเครียดมาสักพักแล้ว  ‘ซุยเมย์’ ผู้มาจากโลกอื่นเองก็เช่นกัน ด้วยความดีใจ ‘เลฟิลเลีย’ จึงเข้ามาจับมือเขาอย่างตื่นเต้น

“ซุยเมย์คุง ที่อาบน้ำล่ะ ที่อาบน้ำ เอาที่นี่แหละ”

สงสัยจะดีใจมากไปหน่อยจนลืมระวังตัวไปแล้ว

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะรีบทำความสะอาดให้ พวกนี้ก็ย้ายเข้ากันไปเลยนะ”

“อ่า….งั้นเหรอ? เข้าใจแล้ว”

เขาจับไหลของ ‘เลฟิลเลีย’ ไว้ ขณะเดียวกันเขาก็รับรู้สายตาบางอย่างจากกูลิก้า

“…….”

“…..อะไร? ทำไมมองด้วยสายตาขยะแขยงแบบนั้นละ”

“ไม่มีอะไร ฉันก็แค่มองพวกโลลิค่อนเท่านั้นเอง”

“มันจะไม่มากไปหน่อยรึไง จู่ๆก็มากล่าวหาคนอื่นแบบนั้น”

“โฮ่ๆๆๆ ก็เห็นๆกันอยู่”

“ก็บอกว่าไม่ใช่ไงเล่า ฟังกันบ้างสิเฮ้ย”

“โฮ่ๆๆ คำพูดมันไม่สำคัญเท่าการกระทำหรอกนะ”

“ปัดโธ่เว้ย ฉันไม่ได้จะอาบน้ำกับ ‘เลฟิลเลีย’ สักหน่อย”

หลังจากที่ ‘ซุยเมย์’ พูดออกไปแล้ว ทำไม ‘เลฟิลเลีย’ มองหน้าเขาและทำท่าเหมือนจะร้องไห้ล่ะ?

“……… ‘ซุยเมย์คุง’  อาบน้ำกับฉันนี่มันน่ารังเกียจมาเลยสินะ”

“เดี๋ยวก่อนเลฟิลเลีย”

“น่ารังเกียจสินะค่ะ”

“มันไม่ใช่แบบนั้น…..”

“คนน่ารังเกียจ…..พวกโลลิค่อน…….ศัตรูของคนแคระหญิง!”

“ไม่ ไม่ใช่ ฉันไม่ใช่โลลิค่อน!”

‘ซุยเมยย์’ ที่น้ำท่วมปาก ไม่สามารถแก้ตัวออกมาได้ เขากลายเป็นพวกโลลิค่อนไปแล้ว ไม่ว่าจะแก้ตัวไปแบบไหน ก็ไม่สามารถเอาชนะได้

“เฮ้อ…..”

กูลิก้าหอนหายใจ …..ถ้าฉันกลับบ้านได้ละก็ ถ้าฉันสามารถใช้วงเวทย้อนกลับได้ละก็  ใช่แล้ว ฉันต้องรีบศึกษามัน ต้องรีบทำมันให้สำเร็จ ฉันจะได้ไปให้พ้นจากสถานการณ์แบบนี้สักที

“นี่โลลิค่อน”

“ก็บอกว่าไม่ใช่โลลิค่อนไงล่ะ! ถ้ายังมาเรียกอีกจะฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทจริงๆนะเฟ้ย”

สุดท้ายแล้วความสัมพันธ์ของทั้งสองก็กลายเป็นคู่ปรับกันไปโดยปริยาย

ปล. เป็นตอนที่แปลแล้วรู้สึกเจ็บที่หัวใจยังไงก็ไม่รู้ ฮึก  ‘ซุยเมย์’ เอ่ย ยอมรับความจริงสักทีสิ!!

ที่มา:

ตอนที่แล้วตอนต่อไป
comments