ตอนที่แล้ว ตอนต่อไปข่าวแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางเหล่าตระกูลที่ชุมนุมอยู่เบื้องหน้าแดนมรณะเก้าชั้น
ตระกูลหวู่กุ้ยทำให้ผู้ทรงอำนาจไม่สบอารมณ์ ทั้งถูกผู้แทนจากเหล่าตระกูลทรงอิทธิพลในนครนรกานต์ล้อมไว้ แม้แต่ประมุขตระกูลหวู่กุ้ยอย่าง’หวู่ฮุ่น’ยังถูกจับกุม
เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ตระกูลอื่นๆต่างอยู่ในความตกตะลึง อาศัยเพียงท่านผู้ทรงอำนาจผู้นั้นก็สามารถทำให้ตระกูลทรงอิทธิพลทั้งหลายยอมปฏิบัติตามคำสั่งของเขาแล้วหรือ?
นอกจากนี้ยังว่ากันว่าตระกูลทรงอิทธิพลพวกนั้นได้เดินทางไปแก้แค้นสมาคมทมิฬอีกด้วย
จากข่าวลือที่ว่า พวกเขาคงตั้งใจจะจับตัวสมาชิกของสมาคมทมิฬ แต่อย่างไรสมาคมทมิฬนั้นได้หายสาบสูญซึ่งไม่ว่าที่ไหนก็หาพบไม่ เหล่าผู้เชี่ยวชาญระดับเซียนต่างสืบหากันอย่างยากลำบากจนสุดท้ายก็ได้แต่ยอมยกธงขาว กระนั้นสมาชิกของสมาคมทมิฬก็ได้ถูกกาหัวเป็นบุคคลต้องนำจับ
ชั้นแรกแดนมรณะเก้าชั้น
ขณะที่’เนี่ยหลี่’ ‘เอียจื่ออวิน’ และ’เซียวหนิงเอ๋อ’เดินอยู่ด้วยกัน ‘ยู่หยาน’ก็เหาะลงมาบนไหล่ของ’เนี่ยหลี่’
‘เนี่ยหลี่’เหลือบไปมอง’ยู่หยาน’ที่นั่งอยู่บนไหล่และเอ่ยถาม
“พี่สาวยู่หยาน พี่ไปไหนมาแต่เช้าอ่ะ”
รอยหม่นเศร้าพลันปรากฏบนหน้าผากของ’ยู่หยาน’ขณะที่นางเริ่มกล่าว
“นานมาแล้ว แดนมรณะเก้าชั้นเป็นสนามรบระหว่างเผ่าอสูรและเผ่ามนุษย์ ในตอนนั้นมนุษย์จำนวนมากต้องจบชีวิตที่นี่ ข้าสืบหาโดยอาศัยกลิ่นอายที่ยังเหลือยู่ของพวกเขาและจัดการฝังร่างให้พวกเขาได้พักอย่างสงบ”
ด้วยข่าวที่’ยู่หยาน’นำมา พลันใบหน้าของ’เอียจื่ออวิน’และ’เซียวหนิ่งเอ๋อ’ก็เต็มไปด้วยความเสียใจ
“อย่างไรก็เถอะ ข้าพบสิ่งนี้ด้วยล่ะ”
‘ยู่หยาน’กล่าวต่อ นางไม่อยากเป็นต้นเหตุให้ผู้ใดต้องทุกข์ นางหยิบกระจกที่ดูเรียบๆไม่ประดับประดาอะไรออกมา
“สิ่งนี้คืออะไร?”
‘เอียจื่ออวิน’ถามด้วยความสงสัย ‘เซียวหนิงเอ๋อ’ก็มองดูกระจกบานนี้อย่างสนใจเช่นกัน
“นี่มัน.. !”
‘เนี้ยหลี่’เขม่นคิ้วขณะเผลอหลุดปากด้วยความตกใจ เขาไม่คิดมาก่อนว่าระหว่างที่’ยู่หยาน’ไม่อยู่ นางจะนำสิ่งที่น่าตกตะลึงเช่นนี้กลับมาด้วย
“ดูเหมือนเนี่ยหลี่จะรู้จักสิ่งนี้สินะ มันคือกระจกเจตภูตที่สามารถดูดจิตวิญญาณมนุษย์และคงสภาพจิตนั้นไว้โดยไม่ทำให้มั กระจัดกระจายได้”
‘ยู่หยาน’อธิบาย
ที่’ยู่หยาน’กล่าวนั้นไม่ผิดนัก แต่อย่างไรนั่นเป็นเพียงพลังส่วนหนึ่งของเจ้ากระจกนี่ มันยังทำอย่างอื่นได้อีกเยอะ! แต่บางอย่างนั้นจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเขาเข้าสู่ระดับชะตาฟ้าแล้วเท่านั้น
‘ยู่หยาน’ส่งกระจกเจตภูตให้’เนี่ยหลี่’
“มันไม่จำเป็นสำหรับข้า เจ้าเก็บไว้เถอะ”
‘เนี่ยหลี่’พยักหน้า ถึง’ยู่หยาน’จะไม่รู้ประโยชน์ที่แท้จริงของกระจกเจตภูติก็ตาม
แท้จริงแล้วอาศัยเพียง’เนี่ยหลี่’ก็สามารถใช้งานมันได้อย่างเต็มศักยภาพแล้ว ‘เนี่ยหลี่’เก็บกระจกและหยิบมณีสีชาดที่’เซียวหยู’ได้จากมังกรซอมบี้ เจียวหลงให้แก่’เซียวหนิงเอ๋อ’
เมื่อ’เซียวหนิงเอ๋อ’เงยหน้าขึ้นมา ดวงหน้าของเธอพลัน มีสีระเรื่อ เธอเหลือบมองไปที่’เนี่ยหลี่’พลางรับอัญมณีสีชาดมาเงียบๆ สิ่งนี้เป็นของขวัญที่’เนี่ยหลี่’มอบให้แก่นาง!
ถ้า’เซียวหยู’อยู่ที่นี่และได้รู้ความคิดของ’เซียวหนิงเอ๋อ’ในตอนนี้ เขาคงสิ้นหวังถึงขั้นกระอักเป็นเลือด
สิ่งนี้’เซียวหยู’เป็นคนที่มอบให้นางก่อนชัดๆ! บัดนี้ในสายตานาง กลับกลายว่ามันเป็นสิ่งที่’เนี่ยหลี่’มอบแก่นางเสียอย่างนั้น
“ตามหาตู่ซือกับคนอื่นๆกันเถอะ!”
‘เนี่ยหลี่’ยิ้มขณะที่ทั้งสี่เดินไปด้วยกัน
อีกมุมหนึ่งของแดนมรณะเก้าชั้น
คนจำนวนหนึ่งรวมตัวกันล้อมรอบเด็กหนุ่มอายุราวๆยี่สิบปีอย่างเนืองแน่น เด็กหนุ่มผู้นี้มีใบหน้ารูปไข่ดูหล่อเหลา ดวงหน้าอันทรงเสน่ห์ติดจะซีดเซียวอย่างน่าประหวั่นรับกับดวงตาแดงก่ำนั้นเหมือนจะเป็นเหตุให้ทุกผู้หวาดผวายามเมื่อได้จ้องมองและตัวสั่นจากความหวั่นเกรง
คนผู้นี้แผ่กลิ่นอายเย็นยะเยือกจากทั่วทั้งสรรพางค์กาย เป็นเหตุให้อุณหภูมิรอบๆลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มสองคนที่ยืนถัดไปจากเขา ‘หลงชา’และ’กุยชา’ ผู้ซึ่งแอบเปิดฉากโจมตีเมืองกลอรี่ในคราวก่อน
“ท่านจอมมาร บัดนี้เราควรทำอย่างไรดี? เหล่าตระกูลทรงอิทธิพลในนครนรกานต์มีกำลังเกินกว่าที่เราจะสามารถรับมือได้อีกต่อไป!”
‘หลงชา’ร้องถามอย่างร้อนรน
ดวงตาของเด็กหนุ่มแผ่กลิ่นอายกระหายเลือดขณะกล่าว
“ข้าไม่คิดมาก่อนว่าพวกมันจะปีกกล้าขาแข็งได้เพียงนี้ เมื่อคิดว่าพวกมันสามารถระดมเหล่าผู้เชี่ยวชาญจากเหล่าตระกูลทรงอิทธิพลในนครนรกานต์จนถึงขั้นบีบคั้นตระกูลหวู่กุ้ยได้”
“ท่านจอมมาร ท่านต้องการจะบอกว่าสาเหตุทั้งหมดนี้มาจากเจ้าพวกเมืองกลอรี่หรือ?”
“เจ้าเด็กนั่นต้องเป็นผู้วางค่ายกลหมื่นอสูรเป็นแน่”
เสียงหัวเราะบางเบาหลุดออกมาจากมุมปากของจอมมาร
“ช่างน่าสนใจยิ่ง ข้าชักอยากรู้ว่าในท้ายที่สุดข้าจะสามารถพบเขาได้เมื่อใด เป็นไปได้ว่าเขาจะเข้าร่วมคัดเลือกศิษย์จ้าวนรกานต์ แถมโอกาสที่เขาจะถูกเลือกยังสูงมากอีกด้วย!”
“ท่านจอมมาร ท่านไม่เข้าร่วมการคัดเลือกศิษย์บ้างหรือ? ท่านกำลังจะบอกว่า….”
ดวงตาของ’หลงชา’กระจ่างขึ้นเมื่อเขาเข้าใจบางอย่าง
“แน่นอน ตราบใดที่ข้าผ่านการคัดเลือก ข้าจะสามารถเข้าร่วมสำนักปีกสวรรค์ได้ แต่ก่อนกายหยาบของข้าอ่อนแอยิ่ง บัดนี้ข้ามีกายาเทพที่ปรากฏเพียงครั้งในรอบหมื่นปี แม้ไร้พลังฟ้า ข้าก็บรรลุสู่ระดับดาราสวรรค์แล้ว หากจ้าวนรกานต์ยังมีตาเขาจะต้องเลือกข้าเป็นแน่นอน”
จอมมารหัวเราะ
“ข้าไม่เชื่อว่าคนผู้นั้นจะเสาะหาร่างที่ดีไปกว่ากายาเทพของข้าได้!”
“ไม่ว่าร่างของคนผู้นั้นจะดีเลิศอย่างไรก็หาเทียบกับกายาเทพของท่านได้ไม่ ท่านจอมมาร”
‘หลงชา’กล่าวด้วยความนอบน้อม ขณะที่อีกด้าน’กุยชา’พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ขณะที่ข้าไม่อยู่ พวกเจ้าต้องหลบซ่อนและห้ามปรากฏตัวให้ผู้ใดเห็น แม้แต่การเข้าหาตระกูลอื่นเพื่อให้เป็นที่ยอมรับด้วยก็ตาม”
จอมมารกล่าวอย่างเยือกเย็น
“ขอรับ เราจะรอท่านกลับมา ท่านจอมมาร!”
‘หลงชา’และที่เหลือกล่าวด้วยความเคารพ
จอมมารเงยหน้าขึ้นมาขณะที่สายตาของเขาทอดมองไปไกล
ท้ายที่สุดแล้ว ในชาตินี้เขาก็มีคุณสมบัติพอที่จะเข้าร่วมสำนักปีกสวรรค์ ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่ลึกลับอะไรเช่นนี้?
หากเป็นศัตรูกันแล้วในการเดินทางครั้งนี้เขาคงไม่รู้สึกโดดเดี่ยวสินะ ริมฝีปากของเขาขยับโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็กน้อย เปี่ยมล้นไปด้วยความสนอกสนใจ
จอมมารเคลื่อนกายไปข้างหน้าอย่างช้าๆและค่อยๆหายไปจากสายตา
ขณะที่เขามองจอมมารจากไป ‘หลงชา’และคนอื่นๆต่างคุกเข่าไปยังทิศของจอมมาร ดวงตาของแต่ละผู้ต่างปรากฏชัดถึงความแน่วแน่
“พวกข้าน้อมรับใช้ท่านด้วยชีวิตและจักรอจนท่านผู้ยิ่งใหญ่จะกลับมา!”
ต่อแต่นี้ไปสมาคมทมิฬจะสาบสูญไปจากนครนรกานต์ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาเพียงใด
พวกเขาจะรอการกลับมาของท่านจอมมารด้วยความภักดีไม่เสื่อมคลาย จนกว่าจะถึงวันที่เขากลับมานำทางพวกเราอีกครั้ง!
‘เนี่ยหลี่’และพรรคพวกยังคงสำรวจไปทั่วชั้นแรกของแดนมรณะเก้าชั้น
ในที่สุด สองวันให้หลังพวกเขาก็พบตู่ซือและคนอื่นๆ สรุปว่าพวกเขาได้ผลจิตต้นกำเนิดมาสิบเอ็ดลูก สำหรับผู้ที่ยังไม่ก้าวเข้าสู่ระดับตำนาน สิ่งนี้ย่อมเป็นประโยชน์ที่สุดอย่างแท้จริง!
หลังรวบรวมผลจิตต้นกำเนิดได้พวกเขาจึงกลับไปยังค่ายของตระกูลตราหยก
เมื่อเขารู้ว่า’เนี่ยหลี่’และพวกที่เหลือกลับมาอย่างปลอดภัย
‘หลัวเซียว’และคนอื่นๆจึงรู้สึกสบายใจในที่สุด ถึงอย่างไร ณ จุดนี้ ‘เนี่ยหลี่’เป็นตัวตนที่สำคัญยิ่งสำหรับตระกูลตราหยก
‘เนี่ยหลี่’และพรรคพวกหยิบผลจิตต้นกำเนิดให้แต่ละคนและต่างกลับไปยังกระโจมของตนเพื่อขัดเกลาการบ่มเพาะพลัง ชั้นเจ็ดของแดนสิ้นสูญเก้าชั้นจะเปิดออกในไม่ช้า พวกเขาจักต้องยกระดับพลังของตนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้!
‘เนี่ยหลี่’นั่งไขว้ห้างกินผลจิตต้นกำเนิด กระแสอบอุ่นพลันไหลเวียนไปสู่ลำคอและช่องท้องก่อนที่มันจะแพร่กระจายไปทั่วลมปราณของเขา
สรรพคุณทางยาของผลจิตต้นกำเนิดช่างบริสุทธิ์ยิ่ง มันกำลังตะบี้ตะบันหล่อเลี้ยงอาณาเขตจิตวิญญาณของ’เนี่ยหลี่’
ตูม! ตูม! ตูม!
อาณาเขตจิตวิญญาณของ’เนี่ยหลี่’ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ เมื่อเขาได้เข้าใจสัจธรรมแห่งความตาย การบ่มเพาะของ’เนี่ยหลี่’ก็เริ่มปรากฏสัญญาณของความก้าวหน้า
เว้นเสียแต่ว่าเขายังคงไม่สามารถเข้าสู่อีกระดับได้ ตอนนี้เขาได้กินผลจิตต้นกำเนิดและควบคุมพลังแห่งสัจธรรมทั้งสาม
ฉับพลันพลังในร่างเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การบ่มเพาะของเขาพุ่งสูงเป็นลำดับกระทั่งถึงระดับแบล็คโกลด์ห้าดาวจึงหยุดลง
ในทางทฤษฎี ด้วยความช่วยเหลือจากอาณาเขตจิตวิญญาณของ’ต้วนเจี้ยน’และพลังแห่งสัจธรรมทั้งสาม
พลังของ’เนี่ยหลี่’สมควรทะลวงเข้าสู่ระดับตำนานแล้ว แต่ด้วยเหตุที่เขาใช้เคล็ดวิถีฟ้าในการบ่มเพาะพลัง จึงต้องใช้เวลาอย่างมากในการเข้าสู่ระดับแบล็คโกลด์ห้าดาวเมื่อเปรียบกับ’เอียจื่ออวิน’ ‘เซียวหนิงเอ๋อ’ ‘ตู่ซือ’ และคนอื่นๆ การบ่มเพาะของเขาจึงสะดุดหยุดอยู่ที่ประตูสู่ระดับตำนาน
ภายในอาณาเขตจิตวิญญาณ ‘เนี่ยหลี่’สัมผัสได้ว่านอกเหนือจากเขา การบ่มเพาะพลังของคนอื่นๆก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและเริ่มทะลวงเข้าสู่ระดับตำนาน
ด้วยการฝึกเคล็ดบ่มเพาะที่เนี่ยหลี่ได้มอบให้พวกเขาร่วมกับอาคมจากค่ายกลจิตวิญญาณ ในไม่ช้าพวกเขาทั้งหมดจะก้าวเข้าสู่ระดับตำนาน หากพวกเขาคนใดได้เป็นศิษย์จ้าวนรกานต์ ตราบนั้นเมืองกลอรี่จะปลอดภัยอย่างแท้จริง
เวลาผ่านไปเขายังคงบ่มเพาะพลังอยู่เงียบๆ
ขณะที่’เนี่ยหลี่’เพ่งความสนใจไปกับการบ่มเพาะ ทันใดนั้นเขาสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างและลืมตาขึ้น
เขาเดินไปยังทางเข้ากระโจมและเลิกม่าน เมื่อเงยหน้าก็พบ’เซียวหนิงเอ๋อ’กำลังยืนอยู่ข้างนอกด้วยใบหน้าที่แดงปลั่งไปจนถึงลำคอ
เขาไม่รู้ว่านางคิดอะไรอยู่ นางดูมีเสน่ห์น่าหลงใหลกว่าที่เคย ในมือนางมีถาดที่รองชามน้ำแกงตุ๋นอยู่“หนิงเอ๋อ เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
‘เนี่ยหลี่’ร้องถาม
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันและเสียงของ’เนี่ยหลี่’นำความตกใจแก่’หนิงเอ๋อ’เป็นผลให้ถาดในมือนางเสียสมดุลและตกลงพื้นจนน้ำแกงสาดกระจายไปทั่ว
“ไม่ ไม่มีอะไรจ้ะ”
‘หนิงเอ๋อ’ตอบด้วยความประหม่า ขณะเก็บกวาดสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่อย่างเงอะงะ ดวงหน้าของนางเปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อพร้อมๆกับทรวงอกที่หอบขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง
น้ำแกงหกรดไปทั่วอาภรณ์ของ’หนิงเอ๋อ’ ‘เนี่ยหลี่’จึงช่วยนางเก็บถาดอย่างรวดเร็ว สีหน้าที่มองนางเต็มไปด้วยความสงสัย เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับ’หนิงเอ๋อ’และพบว่าท่าทีของนางนั้นแปลกไปเล็กน้อย
นางสวมใส่เพียงอาภรณ์ไหมบางเบาดูหมดจดแต่แฝงเสน่ห์น่าดึงดูด เมื่อน้ำแกงหกรดลงบนตัวนางจึงเป็นเหตุให้เนื้อผ้าแนบสนิทไปกับผิว เผยให้เห็นนวลเนื้อที่ขาวกระจ่างดุจไข่มุกอยู่เลืองราง และเกาะอกสีชมพูอ่อนนั้นที่ไม่อาจปกปิดเนินทรวงชวนประทับใจได้
พิจดูแล้วให้ยั่วยวนสุดพรรณนาเห็นเสน่ห์และอาการเขินอายของ’หนิงเอ๋อ’แล้ว’เนี่ยหลี่’ถึงกับไม่รู้จะกล่าวอันใด
“ไม่เป็นไรใช่ไหม? กลับไปแล้วรีบผลัดเปลี่ยนเสื้อเสีย”
เนี่ยหลี่กล่าวอย่างเก้ๆกังๆ
นางก้มหน้าสำรวจร่างกายของตน ‘เซียวหนิงเอ๋อ’พลันกรีดร้องออกมาเล็กน้อยและรีบใช้ถาดปิดทรวงอก นางพูดขณะที่ใบหน้าก้มงุด
“งั้นข้าขอตัวก่อนนะ!”
ทันทีที่เอ่ย นางก็ก้มหน้าจากไปอย่างรวดเร็ว
‘เนี่ยหลี่’จ้องไปยังแผ่นหลังของ’หนิงเอ๋อ’ ความงุนงงฉายชัดบนใบหน้า เหตุใดจึงรู้สึกวันนี้’หนิงเอ๋อ’มีบางอย่างไม่ถูกต้อง?
เขาคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ก็ไม่พบสาเหตุ เขาจึงทำได้เพียงปล่อยมันไปและหมุนตัวกลับกระโจมของตน
คล้อยหลังเมื่อนางกลับถึงกระโจม พวงแก้ม’เซียวหนิงเอ๋อ’เหมือนจะร้อนฉ่าไปหมดยามนางชำเลืองมองถาดในมือ หัวใจของนางยังคงเต้นระรัวประหนึ่งกระต่ายโผนกระโจน เหตุใดนางจึงสวมเกาะอกที่บางเช่นนี้กัน?
‘เนี่ยหลี่’คงไม่เข้าใจผิดแล้วคิดว่านางเป็นผู้หญิงง่ายๆใช่ไหม?! นางขยี้เท้า ทั้งหมดนี่เป็นแผนบ้าๆของ’เซียวเซวีย’ ที่ให้นางเผยด้านที่น่าอายต่อหน้า’เนี่ยหลี่’!….
จบตอน
แปลโดย อุฮิอุฮิ พิฆาตเพลี้ยะกระโดดด้วยส้นตึก
ที่มา: