ตอนที่แล้ว ตอนต่อไปหลังจากที่’หลงยู่อิน’ได้กลับไปแล้ว ‘เนี่ยหลี่’ก็ได้เริ่มทำการบ่มเพาะพลังของเขาต่อ
ระดับการบ่มเพาะพลังของ’หลงยู่อิน’ได้ก้าวกระโดดมาอยู่ในระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่ 5 แล้ว ถ้าเขาไม่รีบทำการบ่มเพาะพลังให้ไวกว่านี้ เขาจะถูกทิ้งให้ล้าหลังจนแทบไม่เห็นฝุ่น
‘เนี่ยหลี่’ได้เข้ามาภายในจิตรกรรมหมื่นขุนเขาและสายน้ำ
ด้วยทะเลสาบแห่งเทพที่มีอยู่ภายในจิตรกรรมหมื่นขุนเขาและสายน้ำ ในเวลาอีกไม่นานนี้นักพวกมันก็จะเริ่มผลิตศิลาจิตวิญญาณขึ้นมาอย่างมหาศาลไร้สิ้นสุด
‘เนี่ยหลี่’มองไปที่’ยู่หยาน’ที่กำลังทำการบ่มเพาะพลังของนางอยู่ออกไปไม่ไกล เปลวเพลิงสีทองในร่างกายของนางยิ่งมองเห็นได้ชัดมากยิ่งขึ้น ราวกับเกิดปรากฏการณ์เพลิงแผดเผาในห้วงนภา เมื่อเห็น’ยู่หยาน’กำลังจดจ่อกับการบ่มเพาะพลังของนาง ‘เนี่ยหลี่’จึงไม่อยากรบกวนนาง
สำหรับเจ้าจินตาน ตัวเล็ก ขนาดตัวของมันได้ขยายใหญ่ออกเป็นสองเท่าอีกแล้ว กิจวัตรประจำวันของเจ้าตัวน้อยหนีก็ยังคงหนีไม่พ้นการกินกับการนอน สถานที่ภายในจิตรกรรมหมื่นขุนเขาและสายน้ำเปรียบดังสวนสวรรค์สำหรับมันเสียจริง
‘เนี่ยหลี่’นั่งลงและเริ่มทำการบ่มเพาะพลัง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ดูดซับจากศิลาจิตวิญญาณ แต่ทำการดูดซับแก่นแท้วิญญาณแทน
พลังงานสวรรค์ที่อยู่ในแก่นแท้วิญญาณมีความบริสุทธิ์มากกว่าศิลาจิตวิญญาณหลายเท่าตัว
แก่นแท้วิญญาณเพียงก้อนเดียวมีค่าเท่ากับศิลาจิตวิญญาณถึงหนึ่งพันก้อน คนธรรมดาทั่วไปไม่ง่ายเลยที่จะหามันมาไว้ครอบครองได้ แต่สำหรับความมั่งมีของเนี่ยหลี่แล้ว นี่แทบไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเลย
หลังจากที่ได้ทำการดูดซับแก่นแท้วิญญาณ ระดับการบ่มเพาะของเขาก็ได้ขึ้นมาระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่ 3 ดังเดิม แต่เขายังคงทำการดูดซับแก่นแท้วิญญาณเพิ่มเข้าไปอีก
สำหรับในเวลานี้ชะตาวิญญาณของเนี่ยหลี่ยังไม่อยู่ในสภาวะที่เสถียร เขาจึงไม่ได้คิดเกี่ยวกับการที่จะออกไปโลกภายนอกในตอนนี้
แต่เขาได้ทำการบ่มเพาะพลังอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของเขาให้มั่นคงแทนและแล้วก็ 5 วันผ่านไปไวเหมือน 2 วิ เขียนเพิ่มเองมีไรมะ เนี่ยหลี่ได้ทำการดูดซับแก่นแท้วิญญาณไปหลายสิบก้อนด้วยกัน ส่งผลให้ระดับความแข็งแกร่งของเขาได้ก้าวเข้าสู่ระดับชะตาสวรรค์ขั้นที่ 4 เป็นที่เรียบร้อย เมื่อเขาทำการสร้างชะตาวิญญาณดวงที่สี่ของเขาก็ต้องพบว่ามันเป็นสีดำ สีแดง สีฟ้า สีเหลือง ต่อมาก็ สีดำ แล้วสีของชะตาดวงที่ห้าของเขาจะเป็นเช่นไรกัน‘เนี่ยหลี่’สับสนอยู่เล็กน้อย แต่เขาไม่ได้หยุดทำการบ่มเพาะพลังของเขาเมื่อสร้างดวงชะตาที่สี่ เขายังคงทำการบ่มเพาะพลังต่อไปเรื่อยๆ
ในเวลาเดียวกันที่โลกภายนอก ‘กู้เบ่ย’และ’ลู่เพียว’ ได้นำกองกำลังอสูรเข้ายึดงครองทะเลสาบแห่งเทพ นี่นับเป็นทะเลสาบแห่งแรกนับตั้งแต่การก่อตั้งกองกำลัง แม้ว่ามันจะเป็นทะเลสาบแห่งเทพระดับต่ำ แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเลยทีเดียวสำหรับพวกเขา
ด้วยการได้ครอบครองทะเลสาบแห่งเทพ จะเป็นรากฐานให้แก่ยอดฝีมือที่จะมาเข้าร่วมกองกำลังได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาจะได้ไม่รู้สึกขาดทุนในการก่อตั้งกองกำลัง หลังจากที่พวกเขาได้ทำให้ผู้เข้าร่วมมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่ากองกำลังอื่น
ขณะที่พวกเขากำลังทำการบ่มเพาะอยู่บริเวณทะเลสาบแห่งเทพนั่นเองก็ได้มีลูกน้องคนหนึ่งวิ่งมารายงาน
“ท่านผู้นำเบ่ย มีกองกำลังที่เรียกว่า กองกำลังกู่ยี่ 古玉 : หยกโบราณต้องการเข้าร่วมกับพวกเรา!”
“กองกำลังกู่ยี่? พวกเขามาจากที่ใด?”
‘ลู่เพียว’ขมวดคิ้วถามกู้เบ่ย นับตั้งแต่ได้ออกมาโลกภายนอก’ลู่เพียว’ก็ได้ระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น
“พวกเขาเป็นเพียงกองกำลังกลุ่มเล็กๆ มีจำนวนประมาณ60คน ส่วนใหญ่แล้วอยู่ระดับชะตาสวรรค์”
‘กู้เบ่ย’พูดต่อ
“แต่พวกเขาไม่ได้เข้าร่วมกับฝ่ายใด!”
หลังจากที่ออกมาโลกภายนอกกู้เบ่ยก็ได้ทำการตรวจสองเหล่ากองกำลังน้อยใหญ่มากมาย กู้เบ่ยมีความจำที่น่าอัศจรรย์ใจมาก ‘กู้เบ่ย’สามารถจดจำชื่อกองกำลังที่อยู่โลกภายนอกได้ทั้งหมด
“เจ้าได้ถามพวกเขาหรือไม่ว่าเหตุใดถึงได้ต้องการมาร่วมกับกองกำลังของเรา?”
‘กู้เบ่ย’ถามพลางครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง
“พวกเขาได้ให้เหตุผลว่าโลกภายนอกอันตรายเกินไปสำหรับพวกเขา พวกเขาได้บอกว่าได้ไปติดต่อกับกองกำลังมากมาย แต่กองกำลังเหล่านั้นไม่ได้ให้ความสนใจกับพวกเขาเท่าไหร่นัก และไม่เต็มใจให้พวกเขาเข้าร่วมกองกำลังด้วย หลังจากที่พวกเขาได้ทราบว่าท่านผู้นำเบ่ยได้ก่อตั้งกองกำลังของตนเอง แถมยังมีสวัสดิการมากมายทำให้พวกเขาตัดสินใจเข้าร่วม!”
ลูกน้องกล่าวรายงาน
ภายใต้สถานการณ์อันปกติแล้ว ไม่มีกองกำลังฝ่ายใดที่จะนำสมาชิกใหม่มาเพิ่ม ด้วยศักยภาพของพวกเขาที่ไม่มีสิ่งใดพิเศษ ยิ่งไม่จำเป็น เนื่องจากยิ่งมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ การที่ต้องใช้ศิลาจิตวิญญาณมอบให้แก่เหล่าสมาชิกก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นไปด้วย
หลังจากที่กองกำลังใหญ่เหล่านั้นได้พิจารณาถึงข้อได้ข้อเสียเหล่านั้นแล้ว เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะไม่เต็มใจรับผู้อ่อนแอ
“เราจะรับพวกเขาเข้ากองกำลังเราไหม?”
‘ลู่เพียว’ถาม’กู้เบ่ย’นี่นับเป็นการตัดสินใจร่วมกันครั้งแรกของพวกเขา
“แน่นอน! เนี่ยหลี่ร่ำรวยถึงเพียงนั้น พวกเราสามารถจ่ายได้!”
‘กู้เบ่ย’ยิ้มแล้วพูดต่อ
“กองกำลังอื่นกังวลกับภาระที่เพิ่มมากขึ้น จึงไม่เต็มใจยอมรับพวกเขาเข้ากองกำลัง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของกองกำลังของเรา เนี่ยหลี่ได้บอกข้าว่าให้รับสมัครผู้เข้าร่วมกองกำลังในจำนวนมากที่สุดเท่าเป็นไปได้!”
ในเวลาต่อมาไม่นานนัก เหล่ากองกำลังที่เรียกตนเองว่า กองกำลังกู่ยี่ ก็ได้เข้ามาพบ’ลู่เพียว’กับ’กู้เบ่ย’
“ท่านผู้นำเบ่ย ชื่อของข้าคือเหิงเอี๋ยน 恒炎!”
ผู้นำของกองกำลังกู่ยี่ประสานมือคาราวะต่อกู้เบ่ย คนผู้นี้อายุประมาณยี่สิบปี และไม่ได้มีภูมิหลังตระกูลใดๆหนุนหลัง แต่กระนั้นเขากลับไม่มีท่าทีหวั่นเกรงกู้เบ่ยกับลู่เพียวเลยแม้แต่นิด
“ถ้าเจ้าเข้าร่วมกองกำลังอสูรของข้า เจ้าจักต้องปฏิบัติตามกฎของกองกำลังข้า เจ้าพร้อมที่จะทำหรือไม่?”
ใบหน้ากู้เบ่ยเปลี่ยนเป็นจริงจังจ้องไปยัง’เหิงเอี๋ยน’
‘เหิงเอี๋ยน’ก้มโค้มตัวคำนับทันที
“ข้าจะทำตาม”
การเข้าร่วมกองกำลังอสูร พวกเขาจะต้องประทับตราลงนามสัญญา เมื่อได้ประทับตราสัญญาแล้วพวกเขาก็ไม่กล้าที่จะคิดทรยศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิหลังของกู้เบ่ย เป็นตระกูลกู้ และด้วยกู้เบ่ยเป็นผู้สืบทอดลำดับที่ 1 อีกด้วย
“เยี่ยมมาก! ถ้างั้นประทับตราลงนามสัญญาได้เลย!”
‘กู้เบ่ย’ยิ้มเบาๆ
‘เหิงเอี๋ยน’ มองกู้เบ่ยและกล่าวถามว่า
“ท่านผู้นำเบ่ย กองกำลังของข้าได้ครอบครองทะเลสาบแห่งเทพระดับต่ำ แม้ว่ามันใกล้จะเหือดแห้งแล้ว แต่ก็ยังมีกองกำลังของข้าสิบกว่าคนคอยเฝ้าอยู่ ท่านต้องการมันหรือไม่?”
‘กู้เบ่ย’ตอบอย่าตรงไปตรงมา
“ย่อมเป็นเช่นนั้น! หลังจากที่เข้าร่วมกองกำลังอสูรของข้าแล้ว ทางเราจะส่งคนไปช่วยคุ้มครองทะเลสาบแห่งเทพแห่งนั้นเพื่อการเก็บเกี่ยวด้วย และเนื่องจากเจ้าได้ตัดสินใจเข้าร่วมอย่างเป็นทางการแล้วเจ้าจะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับคนที่อยู่ในกองกำลังอสูรทุกประการ”
เมื่อได้ยินคำพูดของ’กู้เบ่ย’แล้ว สายตาของ’เหิงเอี๋ยน’และพรรคพวกต่างทอประกายขึ้น ตามข่าวลือเล่าไว้ว่ากองกำลังอสูรได้ให้ผลตอบแทนเท่ากับสิ่งที่พวกเขาได้รับตลอดปีในอดีตที่ผ่านมา! พวกเขาจะไม่เต็มใจได้อย่างไร?
‘เหิงเอี๋ยน’และคนของเขาได้ทำการสลายกองกำลังกู่ยี่ ของพวกเขาอย่างรวดเร็วและ ร่วมประทับตราลงนามสัญญาร่วมกองกำลังอสูรทันที
เมื่อ’เหิงเอี๋ยน’ได้มอบทะเลสาบแห่งเทพที่ใกล้จะแห้งเหือดเพื่อเข้ากองกำลังอสูรแล้ว นี่ก็พิสูจน์ได้ถึงความใจกว้างของกองกำลังอสูร ในขณะเดียวกัน’เนี่ยหลี่’ก็ได้รับผลประโยชน์นี้เช่นเดียวกัน ทั้งหมดที่เขาต้องทำก็แค่นำรากเทวะมาเปลี่ยนเป็นศิลาจิตวิญญาณเป็นค่าตอบแทนให้กับกองกำลังในทุกๆเดือน
ข่าวได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วด้วยเนื้อหาที่ว่า กองกำลังกู่ยี่ ได้เข้าร่วมกับกองกำลังอสูร
กองกำลังขนาดเล็กอื่นๆ ต่างพลันรู้สึกขมขื่น การปกป้องทะเลสาบแห่งเทพของพวกเขาเป็นผลงานที่ห่วยแตกไปในบัดดล ในขณะที่การปกป้องเหล่านั้นให้ผลตอบแทนแก่พวกเขา เพียงแค่ศิลาจิตวิญญาณ 10 ก้อนต่อปี แต่หากพวกเขาเลือกจะเข้าร่วมกองกำลังอสูรแล้ว พวกเขาจะได้รับศิลาจิตวิญญาณหลายสิบก้อนต่อเดือน!
ภายในระยะเวลาเพียงแค่เดือนเดียว เหล่ากองกำลังขนาดเล็กกว่า 10 กองกำลังได้ทำการยกเลิกกองกำลังตนเองมาเข้าร่วมกับกองกำลังอสูร ทำให้กองกำลังเติบโตกลายเป็นกองกำลังขนาดใหญ่และน่าหวั่นเกรงมากยิ่งขึ้น
นอกเหนือจากการที่ได้สมาชิกใหม่มาเพิ่มแล้ว กองกำลังอสูรยังได้ครอบครองทะเลสาบแห่งเทพอีก 10 กว่าแห่ง อย่างไรก็ตามเนี่ยหลี่ได้นำรากเทวะออกมาจากทะเลสาบเหล่านั้นทั้งหมด
หลังจากที่ได้รวมกองกำลังหลายสิบกองกำลัง ทำให้ตอนนี้มีจำนวนสมาชิกอยู่ที่ ไม่ต่ำกว่าสามพันคน แต่ทุกคนไม่ได้มีระดับการบ่มเพาะพลังที่สูงมาก โดยผู้ที่มีระดับดาราสวรรค์มีอยู่ไม่กี่สิบคนเท่านั้น อย่างไรก็ตามการเพิ่มขนาดกองกำลังของพวกเขาเป็นที่น่าสะพรึงเป็นอย่างมาก อาศัยเวลาเพียงไม่กี่เดือนกองกำลังที่เพิ่งก่อตั้งก็ได้ก้าวมาเป็นกองกำลังขนาดใหญ่
กองกำลังที่สำคัญในโลกภายนอกต่างสับสนเป็นอย่างยิ่ง เป็นไปได้อย่างไรที่กองกำลังอสูรมีอำนาจในการสนับสนุนถึงเพียงนั้น?
ถ้าหากพวกเขาได้ทำการกู้ยืมจากที่อื่นๆมา จุดจบพวกเขาก็มีแต่การล่มสลายของกองกำลังเท่านั้น!แต่สิ่งที่พวกเขาไม่ทราบก็คือเรื่องที่เนี่ยหลี่สามารถใช่จ่ายรองรับพวกเขาได้หมดทุกคน มิหนำซ้ำจำนวนศิลาจิตวิญญาณที่เขาครอบครองก็เพิ่มทวีคูณขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
แปลโดย สินธ์นวล
คลิกเพื่อไปหน้าโฆษณาสนับสนุนเพจ
ที่มา: