ตอนที่แล้ว ตอนต่อไปหลังจากที่พวก’หลี่ชิงอวิ๋น’กับ’กู้เบ่ย’ได้พักฟื้นกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ได้เริ่มเตรียมการลงมือทำตามแผนในทันที
สิ่งที่เรียกว่าชะตาวิญญาณนี้เป็นสิ่งที่ลึกลับมาก ดวงชะตาวิญญาณที่อยู่ในห้องโถงจิตวิญญาณก็เหมือนกับมีตัวตายตัวแทนของร่างเนื้อ เมื่อร่างเนื้อได้ถูกทำลายไป
ชะตาวิญญาณจะทำการก่อร่างเนื้อขึ้นมาใหม่ แต่จากการเกิดใหม่นี้จะทำให้สูญเสียความแข็งแกร่งไปเหลือเพียง 8ใน10 ส่วนเท่านั้นนี่จึงเป็นสาเหตุยามที่ร่างเนื้อถูกทำลายระดับชะตาวิญญาณจะถูกลงลงหนึ่งขั้น
หากปราศจากชะตาวิญญาณนี้ เผ่าพันธุ์มนุษย์อาจจะสูญสิ้นไปจากอาณาจักรซากมังกรแห่งนี้ไปแล้วอย่างแน่นอน!
ด้วยการคงอยู่ชองชะตาวิญญาณจึงสามารถทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ออกไปสู่โลกภายนอกได้
เนื่องเหตุเพราะสิ่งของสำคัญ เช่น ศิลาจิตวิญญาณ จิตอสูร และสมบัติโบราณล้ำค่าต่างๆ ในโลก
ภายนอกมีการแย่งชิงกันอยู่เสมอ เฉพาะบุคคลที่มีความสามารถอันแข็งแกร่งโดดเด่นและมีกองกำลังที่มีอำนาจเท่านั้น จึงจะได้เป็นผู้นำตระกูลหลักอย่างเช่นตระกูลผนึกมังกร ตระกูลกู้และตระกูลเถ้าอัคคี
และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เหล่าผู้มีสิทธิ์สืบทอดของตระกูลทั้งสามทำการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจกันที่โลกภายนอก ไม่มีใครต้องการผู้นำที่อ่อนแอ!
หากกองกำลังอสูรถูกไล่ล่าจากกองกำลังเซี่ยเยว่ 血月:จันทราโลหิต ทางตระกูลจะไม่ทำการสอดแทรกใดๆทั้งสิ้น ในทางกลับกันแล้วพวกเขายังทำหน้าที่เสมือนเป็นผู้ชมที่ยืนดูการต่อสู้ที่ข้างเวทีเสียมากกว่า
หากว่า’กู้เบ่ย’ไม่สามารถช่วงชิงสถานที่ที่ถูกแย่งชิงไปแล้วนั่นก็จะเป็นอีกจุดหนึ่งที่จะทำให้ตัดสินได้ว่ากู้เบ่ยมีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้สืบทอดอีกหรือไม่
ในโลกแห่งนี้ ผู้ที่อ่อนแอเป็นได้แค่เหยื่อ ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่สามารถตัดสินชี้เป็นชี้ตายได้!
กองกำลังเซี่ยเยว่ 血月:จันทราโลหิตได้ทำการรวมกองกำลังหลายสิบกองกำลังเพื่อล้มล้างกองกำลังอสูร หากกองกำลังอสูรยังต้องการที่จะคงอยู่ ตัวเลือกเดียวที่พวกเขามีคือยืนหยัดหันหน้าเผชิญกับการโจมตีของกองกำลังเซี่ยเยว่ เพียงเพื่อพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของตัวเองเพียงเท่านั้น!
กองกำลังกว่าห้าร้อยคนจากกองกำลังอสูรและกองกำลังเส้นทางสวรรค์รวมตัวกันภายใต้การนำโดย’หลี่ชิงอวิ๋น’และ’กู้เบ่ย’ เป้าหมายของพวกเขาคือทะเลสาบแห่งเทพที่กองกำลังเซี่ยเยว่ ได้ครอบครอง!
สำหรับ’เนี่ยหลี่’เขายังคงอยู่ภายในสถาบันวิญญาณฟ้าและบ่มเพาะพลังอย่างต่อเนื่องหลังจากที่พวกเขาแยกย้ายกันได้ไม่นาน
ได้มีแขกมาเยี่ยมหา’เนี่ยหลี่’ ผู้นั้นคืออาจารย์ชิหลิง“ท่านอาจารย์ได้มาหาข้า มีเหตุอันใดหรือไม่?”
‘เนี่ยหลี่’ถามด้วยความเคารพ
“ปรมาจารย์เทียนอวิ๋นอยากจะพบเจ้า”
‘อาจารย์ซิหลิง’ยิ้มตอบ และพูดต่อ
“เจ้าช่วยไปพบเขาได้ไหม”
“แน่นอน”
‘เนี่ยหลี่’พยักหน้า จากชีวิตก่อนหน้านี้ในสิ่งที่ปรมาจารย์เทียนอวิ๋นได้ทำลงไป ‘เนี่ยหลี่’จึงมองเขาไว้ในทิศทางที่ดี และเนื่องจากด้วยปรมาจารย์เทียนอวิ๋นเป็นบุคคลอันทรงเกียรติของนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์
‘เนี่ยหลี่’ตาม’อาจารย์ชิหลิง’ไปในทางแคบๆ
ที่พำนักปรมาจารย์เทียนอวิ๋น
ชายชราที่แสดงท่วงท่าออกมาอย่างสง่างามยืนอยู่อย่างๆเงียบๆ ที่ศาลาแห่งนั้น อาภรปลิวไสวไปตามแรงลมที่มาจากพลังของเขา
ด้วยพลังโคจรจักรวาลไม่รู้จบทุกสิ่งอย่างในที่แห่งนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของเขาชายชราผู้นี้ซึ่งเป็นอาจารย์ของอาจารย์ชิหลิง และยังเป็นหนึ่งในห้าเสาหลักของนิกายขนนักศักดิ์สิทธิ์ ปรมาจารย์เทียนอวิ๋น!
นอกเหนือจากปรมาจารย์เทียนอวิ๋นแล้ว ยังมีรุ่นเยาว์อีกห้าคนด้วยกัน พวกเขายืนอยู่รอบๆพร้อมปลดปล่อยกลิ่นอายอันทรงพลังที่จะแทงทะลุท้องฟ้าไปได้เลย บุคคลทั้งห้าคนนี้อาจจะเป็นศิษย์ของปรมาจารย์เทียนอวิ๋น
‘เนี่ยหลี่’และ’อาจารย์ชิหลิง’ได้เดินทางมาถึงยังที่พำนักของปรมาจารย์เทียนอวิ๋นแล้ว ‘เนี่ยหลี่’ได้มองไปที่ปรมาจารย์เทียนอวิ๋นและขณะเดียวกันปรมาจารย์เทียนอวิ๋นก็มองมาที่เขาเช่นกัน
หลังจากที่ได้พบปรมาจารย์เทียนอวิ๋นแล้ว จิตใจของเนี่ยหลี่พลันถูกกระทบไปชั่วครู่ แรงกดดันของปรมาจารย์เทียนอวิ๋น เขาคิดว่ามันช่างคล้ายกับอิงเยว่ลู่เป็นอย่างมาก หรือว่าปรมาจารย์เทียนอวิ๋นได้ทำการฝึกฝนเทคนิคทำนายสวรรค์ ?
‘เนี่ยหลี่’เก็บสิ่งที่คิดเอาไว้ภายในจิตใจเขาไม่กล้าที่จะถามปรมาจารย์เทียนอวิ๋นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เนื่องจากเทคนิคทำนายสวรรค์ ถูกจัดให้เป็นความลับอย่างมาก ปรมาจารย์เทียนอวิ๋นยิ้มเล็กน้อย
“เจ้าคงจะเป็นเนี่ยหลี่?”
“ใช่ขอรับ ท่านปรมาจารย์”
‘เนี่ยหลี่’โค้งคำนับให้กับปรมาจารย์เทียนอวิ๋นเนื่องด้วยเขาเป็นหนึ่งในห้าเสาหลักเหล่าศิษย์ทั้งห้าของปรมาจารย์เทียนอวิ๋นต่างจับจ้องไปที่’เนี่ยหลี่’
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาได้รับรู้ตัวตนของ’เนี่ยหลี่’มาก่อนแล้วก่อนหน้าการประชุมในครั้งนี้ ในครั้งนี้พวกเขาเพียงแค่ยืนสังเกตุการแสดงออกของ’เนี่ยหลี่’อยู่รอบๆเท่านั้น
ปรมาจารย์เทียนอวิ๋นมองที่’เนี่ยหลี่’และกล่าวว่า
“ข้าได้เห็นตัวอักษรที่เจ้าเขียนแล้ว เจตจำนงที่แฝงอยู่ในคำเหล่านั้นช่างลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่งแม้แต่ข้าเองยังรู้สึกประหลาดใจ เจ้าเป็นบุคคลที่พิเศษอย่างแน่นอนที่สามารถประดิษฐ์คำเหล่านั้นภายใต้ระดับการบ่มเพาะของเจ้า ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเป็นศิษย์ของ หมิง จากโลกใบเล็ก”
หมิง คือชื่อของ เจ้านครใต้พิภพ
“ถูกต้องแล้ว”
‘เนี่ยหลี่’พยักหน้าลง เขาต้องใช้ชื่อเจ้านครใต้พิภพแอบอ้างเป็นอาจารย์ของเขาแทน แน่นอนพวกเขาไม่ได้รู้ว่าเขามีอาจารย์คนอื่นอีกเช่น’อิงเยว่ลู่’
“เมื่อกล่าวถึงหมิง พวกเรามีความสัมพันธ์กันบางอย่าง เขาเป็นลูกศิษย์ของสหายข้า ข้าหวังว่าเจ้าจะมาเป็นลูกศิษย์คนที่สามสิบเก้าให้กับข้า เจ้าจะยินยอมหรือไม่? สำหรับหมิงข้ามั่นใจว่าเขาไม่มีทางปฏิเสธ!”
‘ปรมาจารย์เทียนอวิ๋น’ยิ้มให้อย่างอบอุ่น
‘เนี่ยหลี่’ไม่คาดคิดว่าปรมาจารย์เทียนอวิ๋นจะ กล่าวขอเช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของ’เนี่ยหลี่’เท่าไหร่นัก
การกลายเป็นศิษย์ของปรมาจารย์เทียนอวิ๋นนั้นเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับ’เนี่ยหลี่’เขาจะได้รับการสนับสนุนจากปรมาจารย์เทียนอวิ๋นเพื่อก้าวเข้าใกล้ตำแหน่งผู้นำนิกายมากยิ่งขึ้น
ลูกศิษย์คนหนึ่งที่สวมใส่ชุดคลุมสีทองได้ก้าวออกมาพร้อมจ้องไปที่’เนี่ยหลี่’อย่างเย็นชา
“อาจารย์ข้าคิดว่านี่มันไม่เหมาะสม!”
ปรมาจารย์เทียนอวิ๋นขมวดคิเวเขาขึ้นชั่วครูก่อนจะกล่าวถามว่า
“มีอันใดที่ไม่เหมาะสม?”
“ก่อนที่พวกเราแต่ละคนจะได้เป็นศิษย์ของอาจารย์ระดับคนที่น้อยที่สุดก็อยู่ในระดับแก่นแท้แห่งสวรรค์เข้าไปแล้ว ตอนนี้เนี่ยหลี่ยังอยู่แค่ระดับชะตาสวรรค์ ไม่เพียงแค่นั้นก่อนหน้าที่เขาจะมาที่นี่เขาก็ยังเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสชิหลิงอยู่ ถ้าหากอาจารย์จะให้เขามาเป็นศิษย์ เกรงว่าจะเป็นการรบกวนผู้อาวุโสชิหลิงหรือไม่?”
ผู้เยาว์ที่สวมชุดคลุมสีทองว่ากล่าวเพื่อจะหยุดยั้งปรมาจารย์เทียนอวิ๋น อ้าวไอ้หนูอยากมีมวยก็ไม่บอก
อาจารย์ชิหลิงปัดมือเขาและยิ้มอย่างขมขื่น
“ท่านอาจารย์แม่ว่าเนี่ยหลี่จะเป็นนักเรียนของข้าจริง แต่ข้าก็ไม่มีอะไรที่จะสามารถสั่งสอนเขาได้! เขาทำการฝึกฝนด้วยตนเองเสมอ!”
“แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังไม่สามารถตัดสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับนักเรียนได้อยู่ดี!”
ชายหนุ่มที่อยู่ในชุดคลุมสีทองกล่าวขึ้นอย่างชัดเจนและเด็ดขาดยิ่ง
ปรมาจารย์เทียนอวิ๋นยิ้มและสะบัดมือไปมา
“เราไม่จำเป็นที่จะต้องใส่ใจว่าจะถูกมองยังไง ในแง่ของระดับการบ่มเพาะอาจจะเป็นรอง แต่ความเข้าใจลึกซึ้งถึงเส้นทางแห่งเจตจำนง ของเนี่ยหลี่น่าจะอยู่สูงกว่าผู้ที่มีระดับแก่นแท้สวรรค์!”
คำพูดของปรมาจารย์เทียนอวิ๋น ทำให้ศิษย์ทั้งห้าคนต่างหันมาสบตากัน ดูเหมือนว่าปรมาจารย์เทียนอวิ๋นได้ตั้งใจกำหนดให้เนี่ยหลี่เป็นศิษย์แต่แรกแล้ว ศิษย์อีกสี่คนที่เหลือไม่ได้มีความเห็นใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีเพียงชายหนุ่มผู้สวมชุดคลุมสีทองเท่านั้นที่ดูไม่ยินยอม
‘เนี่ยหลี่’แอบส่งเสียถามอาจารย์ชิหลิง
“ท่านอาจารย์เขาคือผู้ใดกัน?”
“เขาคือ อาจารย์อู๋เยี่ยน 无焰ศิษย์คนโตของอาจารย์ข้า เมื่ออาจารย์ยุ่งอยู่กับการบ่มเพาะพลังเขาเป็นผู้รับหน้าที่ดูแลสถานที่พำนักแห่งนี้ทั้งหมด ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ถูกชะตากับเจ้านะ”
อาจารย์ชิหลิงส่งเสียงกลับไปให้’เนี่ยหลี่’ และเขาก็อดยิ้มขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เขาช่างเป็นคนตรงฉินเสียจริง
‘เนี่ยหลี่’ประสานมือคาราวะต่อปรมาจารย์เทียนอวิ๋นพร้อมกล่าวว่า
“ข้าขอขอบคุณในความเมตตาของปรมาจารย์เทียนอวิ๋นมาก ข้ายินดีที่จะเป็นศิษย์ของท่าน แต่ข้าต้องการมีอิสระ ข้าจะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ใด ถ้าข้ากลายเป็นศิษย์ของท่านข้าหวังว่าข้าจะมีอิสระภายใน สภานที่แห่งนี้”
“โอหังนัก!”
อาจารย์อู๋เยี่ยนจ้องมอง’เนี่ยหลี่’อย่างคาดคั้นหาเรื่อง และกล่าวเสียงดังว่า
“เพียงแค่การที่ท่านอาจารย์รับเจ้าเป็นศิษย์ก็นับว่าเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่แก่ชีวิตเจ้าแล้ว แทนที่จะซาบซึ้งในพระคุณของท่านเจ้ายังมีหน้าร้องขอเงื่อนไข?”
‘เนี่ยหลี่’ขมวดคิ้วเขาเป็นเวลาสั้นๆ ด้วยถ้อยคำจาก อาจารย์อู๋เยี่ยนไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวแห่งความประทับใจใดๆให้แก่เขาแม้แต่น้อย
เหตุผลที่’เนี่ยหลี่’ร้องของเงื่อนไขเมื่อครู่เพราะเขาเกรงว่าจะถูกกดดันจาก อาจารย์อู๋เยี่ยนแม้ว่าเขาจะได้กลายเป็นศิษย์ปรมาจารย์เทียนอวิ๋นมันจักไม่มีความหมายใดเลยหากเขาไม่มีอิสระจะกระทำตามแผนการในอนาคตของเขา!หากเขาไม่สามารถทำสิ่งใดๆได้โดยอิสระแล้ว ‘เนี่ยหลี่’เองก็ไม่อยากที่จะเป็นศิษย์ของปรมาจารย์เทียนอวิ๋น!
แปลโดย สินธ์นวล
คลิกเพื่อไปหน้าโฆษณาสนับสนุนเพจ
ที่มา: