ตอนที่แล้ว ตอนต่อไปแปลโดย WildFox
////////////////////
หลังจากวางสายโทรศัพท์ไป ‘ว่านเอ๋อ’ก็หันมาประคองแขนข้างที่ถูกยิงของผมไว้ทั้งที่น้ำตายังคงไหลจากดวงตาคู่สวยที่ร้องไห้หนักซะจนแดงช้ำ เธอเอ่ยขึ้นว่า
“เจ็บไหม?”
ผมส่ายศีรษะช้าๆ
“ไม่หรอกครับ”
“จริงนะ?”
“อย่าเขย่าแบบนั้นสิครับ อันที่จริงผมเจ็บจะตายอยู่แล้ว…”
“….”
ผมสำรวจบาดแผลตัวเอง ดูเหมือนว่ากระสุนได้พุ่งทะลุผ่านส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อไปโดยที่นับว่าผมโชคดีเพราะมันไม่ได้ตัดผ่านเส้นเลือดหรือกระดูกที่สำคัญๆ หาไม่แล้วสถานีต่อไปของผมคงจะหนีไม่พ้นโรงพยาบาลแน่นอน จากสถานการณ์เช่นนี้สิ่งที่ผมต้องการก็เพียงแค่การฆ่าเชื้อและพันแผลเพื่อห้ามเลือดไว้
ผมซึ่งเป็นผู้ฝึกยุทธผ่านขั้นหลอมรวมร่างกายมาแล้วการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อที่ถูกกระสุนทำลายไปย่อมมีอัตรารวดเร็วกว่าคนธรรมดาทั่วไป บาดแผลลักษณะนี้ตัวผมอย่างมากก็ใช้เวลารักษาประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนจะหายเป็นปกติทิ้งไว้เพียงแค่แผลเป็นเล็กๆเท่านั้น
“อย่าห่วงไปเลยครับ…”
เมื่อเห็น’ว่านเอ๋อ’ร้องไห้หนักจนผมนึกว่ามันเป็นสายฝนเช่นนั้นก็อดที่จะรู้สึกเศร้าไปด้วยไม่ได้ เธอพยายามช่วยผมอย่างเต็มที่เมื่อผมยกแขนข้างที่บาดเจ็บขึ้นมาแตะไหล่ของเธอ
“ว่านเอ๋อ ผมไม่เป็นไรจริงๆครับ กระสุนมันแค่ทะลุกล้ามเนื้อผ่านออกไปน่ะครับ รู้ไหมครับมีครั้งหนึ่งผมไปทำปฏิบัติการที่เอธิโอเปีย ครั้งนั้นผมเกือบจะต้องตัดมือตัวเองซะแล้วโชคดีที่มีกระเป๋าหน้าท้องติดไปด้วย ผมเลยเรียนรู้จากประสบการณ์มาน่ะครับ..”
(TL:มุขตลกคำพ้องเสียงภาษาจีนอีกแล้วแปลไม่ถูกครับ)
‘ว่านเอ๋อ’ซู้ดน้ำมูกเสียงดังก่อนจะหันมาค้อนผมวงใหญ่
“นายยังมีหน้ามาแกล้งฉันอีก ตาบ๊อง!”
ผมค่อยๆเอนร่างตัวเองไปยังมุมกำแพงข้างหนึ่งก่อนจะหัวเราะเบาๆ
“น่า… นะครับไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกครับ หัวเราะให้ผมฟังซักหน่อยสิครับ ถ้าคุณเอาแต่ร้องไห้ให้ผม เพราะบาดแผลแค่นี้แล้วละก็ ต่อไปคุณจะเป็นยังไงถ้าผมบาดเจ็บหนักมากกว่านี้?”
‘ว่านเอ๋อ’ปาดน้ำตาตัวเอง ก่อนที่ริมฝีปากแดงสวยและดวงตาคู่งามนั้นที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายจ้องมาที่ผมเนิ่นนานจนผมแทบลืมเวลา ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ฉันไม่รู้สิ..หรือว่านายรู้? เมื่อก่อนคุณพ่อก็เคยจ้างบอดี้การ์ดมาให้ฉันแล้วเขาก็ถูกยิง แต่ฉันก็ไม่รู้สึกเสียใจอะไรมากมายเหมือนที่ฉันเป็นอยู่ตอนนี้เลยรู้ไหม….”
ผมหัวเราะเท่าที่ทำได้
“บาง…บางทีอาจเป็นเพราะว่า ผมมีโอกาสพาคุณไปทัวร์แผนที่ระดับ SS เหล่านั้นละมั้ง คุณก็เลยกังวลกลัวว่าถ้าเกิดผมตายไป จะไม่มีใครที่ไหนพาคุณไปทัวร์สถานที่อย่างสุสานห้าชนเผ่าร้าง หรือว่าวิหารมังกรแบบนั้น….”
“ตาบ้า….ยังมีหน้ามากวนฉันอีก…”
‘ว่านเอ๋อ’จัดแจงฉีกแขนเสื้อข้างที่ผมบาดเจ็บและกดปากแผลเพื่อห้ามเลือดด้วยมือของเธออย่างไม่รังเกียจ แม้ว่าสีหน้าของเธอจะซีดขาวเพราะความหยดหยองของเลือดสดๆที่อยุ่ตรงหน้า ก่อนจะฉีกชายเสื้อของตัวเองด้วยกำลังที่ผมก็ไม่รู้เอามาจากไหนเล่นเอากระดุมเม็ดหนึ่งที่ประดับอยู่นั้นเด้งผึงหายไปไหนก็ไม่รู้
เมื่อได้เศษผ้าความยาวประมาณหนึ่งซึ่งหอมไปด้วยกลิ่นน้ำหอมจากกายเธอที่ยังอบอวลอยู่ เธอก็นำมาพันเข้าที่แผลของผมเพื่อห้ามเลือดราวกับมืออาชีพ ดูท่า’หลินเทียนหนาน’ไม่เสียแรงเปล่าที่เฝ้าฟูมฟักแก้วตาดวงใจดวงนี้ แม้แต่เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแบบนี้ ผมอดหัวเราะไม่ได้ก่อนจะเย้าเธอว่า
“ว้า……เสียใจอ้ะแอบลุ้นตั้งนาน ผมว่าคุณน่าจะฉีกกระโปรงมาพันดีกว่านะครับ ผมจะได้…..หึหึ”
ใบหน้างามของ’ว่านเอ๋อ’แดงระเรื่อขึ้น ก่อนจะหันมาตีหน้ายักษ์ใส่ผมพร้อมกับดุว่า
“พอเลย…..อีตาลามก”
ผมหัวเราะอย่างเบิกบาน รู้ซึ้งในใจเลยว่าสาวงามตรงหน้าผมคนนี้มีสเน่ห์น่าหลงใหลขนาดไหน ต่อให้ผมต้องฝ่าดงกระสุนหรือดงระเบิดก็ยอมได้เพื่อเธอคนนี้ ……….
จังหวะนั้นเองเสียงกรีดร้องของสตรีจากข้างนอกก็ดังเข้าโสตประสาท ผมรีบขยับตัวก่อนจะยิงคำถามเสียงต่ำๆออกไป
“คุณเฟยเอ๋อหรือครับ?”
‘เฟยเอ๋อ’ซึ่งเลิกลั่กมองไปทั่วทั้งทางเดินหันมาตอบว่า
“ค่ะฉันเอง ว่าแต่ คุณหลี่เซียวเหยาคะ ทำไมมีศพคนตายอยู่ที่นี่ละคะ?”
ผมกวาดตามองตามไป เจ้าหน่วยพิเศษคนที่ผมหักขาทิ้งให้สลบอยู่นั้นร่างของมันเต็มไปด้วยเลือดมองเผินๆ’เฟยเอ๋อ’เลยคิดว่าเป็นศพคนตาย ผมลดเสียงลงก่อนจะพูดว่า
“เฟยเอ๋อครับ คุณอย่าเพิ่งเข้าไปตรงนั้นครับ อีกไม่เกิน 10 นาทีจะมีคนเข้ามาเคลียร์สถานการณ์ที่นี่ มาตรงนี้สิครับ…”
“คะ?..”
‘เฟยเอ๋อ’ออกอาการกลัวแทบลมจับเมื่อเธอเดินเข้ามาใกล้จนมองเห็นบาดแผลที่แขนผม
“นี่…นี่คุณถูกยิงด้วยหรือคะ? คนพวกนี้เป็นใครกันคะ? ดูเหมือนเป็นคนต่างชาติ พวกเขามาทำอะไรในสถานี ZGTV นี้คะ?”
ผมหัวเราะเบาๆก่อนจะตอบว่า
“ไม่มีคำตอบสำหรับคำถามว่า ทำไม ของคุณหรอกครับ พวกมันแค่ต้องการเข้ามาก็เท่านั้น เฟยยเอ๋อครับ อย่าเพิ่งถามซอกแซกอะไรเลยนะครับ เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคุณ ยิ่งรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดีครับ…”
“ตะ…ตะ…ตกลงค่ะ..”
‘เฟยเอ๋อ’กวาดตาไปพบกับศพของพี่มืดร่างบิ๊ก ที่ร่างถูกตรึงอยู่ที่กำแพงด้วยมีดที่ปักคอหอยก็เกือบเป็นลมอีกครั้งก่อนจะชี้ไปที่ร่างไร้วิญญาณนั้นและละล่ำละลักถามว่า
“น่ะ..น่ะ..นั่นก็อีกศพใช่ไหมคะ คะ..คะ..คุณเป็นคนฆ่าเขาใช่ไหมคะ?”
ผมพยักหน้าแต่ตอบว่า
“ผมไม่ได้ฆ่าเขาครับ ผมแค่ป้องกันตัวเอง”
“อะ…อะ..โอเคค่ะ..”
ไม่นานจากนั้น ที่โถงทางเดินด้านนอกก็อื้ออึงไปด้วยเสียงต่างๆ ที่ผมจำได้ก็คือเสียงของ’หลินเทียนหนาน’ที่ตะโกนสั่งการอยู่
“ปิดกั้นพื้นที่ทั้งหมดเดี๋ยวนี้ แล้วตามชั้นมาเร็ว ถ้าว่านเอ๋อเป็นอะไรไปล่ะก็ เร็วๆ!”
พลังปราณสองสายที่ผมสัมผัสได้ พร้อมกับร่างของชายหนุ่มสองคนปรากฏตัวขึ้นฉับไว พวกเขามีระดับปราณฟ้าขั้นกลางซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากบอดี้การ์ดส่วนตัวของ’หลินเทียนหนาน’
“คุณหนู!”
หนึ่งในนั้นถลันเข้าประกบ’ว่านเอ๋อ’ทันทีก่อนจะหันมามองผ่านๆยังที่ผม เขาไม่ได้แม้แต่จะตกใจจากการบาดเจ็บของผมหรืออาจจะกำลังสมน้ำหน้าอยู่ด้วยซ้ำ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาก็คือความปลอดภัยของ’ว่านเอ๋อ’ และถ้าหากว่าเกิดมีบอดี้การ์ดส่วนตัวของเธอตายไปนั่นมันก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเขา อย่างมากก็แค่เสียเวลาและเงินในการตามหาคนใหม่มาแทนเท่านั้นเอง
ไม่กี่วินาทีต่อมา ทั้ง’หลินเทียนหนาน’และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยท้องที่ ผู้กองหวัง ก็วิ่งเข้ามาภายในห้องน้ำ ‘หลินเทียนหนาน’ถึงกับผงะต่อภาพสยดสยองตรงหน้าที่บริเวณพื้นเต็มไปด้วยคราบเลือด ในขณะที่ผู้กองหวังขมวดคิ้วเข้าหากันและสั่งการให้ตามหมอมา
“ว่านเอ๋อ ลูกเป็นอะไรหรือเปล่า?”
‘หลินเทียนหนาน’ถลาเข้ามาประคองแขน’ว่านเอ๋อ’ไว้ ‘ว่านเอ๋อ’ส่ายหน้า
“คุณพ่อคะ หนู่ไม่เป็นไรค่ะ…”
ผู้กองหวังเดินตรงมาที่ผมและถามว่า
“ไงเจ้าหนู เจ็บมากไหม?”
ผมส่ายศีรษะด้วยความยากลำบากก่อนจะตอบว่า
“ไม่เท่าไหร่ครับ กระสุนแค่ทะลุแขนผมไป ผู้กองช่วยให้ใครจัดการฆ่าเชื้อให้ก่อนได้ไหมครับ? ไม่งั้นเดี๋ยวจะเป็นเรื่องใหญ่ถ้าแผลเกิดติดเชื้อขึ้นมาน่ะครับ…”
“ตกลง!”
ไม่ช้าพยาบาลหญิงคนหนึ่งจากทีมแพทย์ฉุกเฉินก็เดินตรงมาที่ผมและจัดการให้การรักษาทันที หลังจากที่เปลี่ยนผ้าพันแผลเรียบร้อยแล้ว เธอก็นำเอาเศษผ้าเปื้อนเลือดผืนนั้นพร้อมทั้งเงยศีรษะขึ้นถามว่า
“เจ้านี่ มาจากไหนเนี่ยะ?”
ทันใดนั้น’ว่านเอ๋อ’ซึ่งยืนอยู่ข้างๆก็หน้าแดงขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุแต่ก็ไม่ได้ปริปากแต่อย่างใด ผมกระแอมเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าเอาเศษผ้าชิ้นนั้นเก็บใส่กระเป๋าตัวเองหน้าตาเฉย
“อย่าใส่ใจเลยครับ ก็แค่เศษผ้าธรรมดา”
‘หลินเทียนหนาน’เหยียดกายขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึมก่อนจะสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดว่า
“ทุกคนออกไปให้หมด หลี่เซียวเหยา ผู้กองหวังและว่านเอ๋ออยู่ก่อน ชั้นมีเรื่องจะคุยกับพวกเธอ เอาไอ้คนที่สลบนั่นออกไปด้วยและคอยเฝ้ามันไว้อย่าให้มันพยายามฆ่าตัวตายได้ล่ะ มันกับชั้นมีเรื่องต้องคุยกันเป็นการส่วนตัว”
ผู้กองหวังพยักหน้าเห็นด้วย ไม่ช้ากลุ่มคนที่ไม่เกี่ยวข้องทั้งหลายก็ได้เดินออกไป ประตูห้องน้ำหญิงก็ถูกปิดลงเหลือเพียงแต่พวกเราสี่คนอยู่ภายใน บรรยากาศเต็มไปด้วยแรงกดดัน ขณะที่’ว่านเอ๋อ’มองมาที่แขนของผมพร้อมทั้งเหมือนกับพยายามจะเอ่ยอะไรบางอย่างแต่แล้วก็เหมือนเธอเปลี่ยนใจ อาจเป็นเพราะว่าเธอก็ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกันเพื่อปรับบรรยากาศให้มันดีขึ้นเพราะตอนนี้ทุกอย่างแทบจะหยุดนิ่งไปทั้งหมดทั่วทั้งห้อง
“ผู้กองหวัง คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้?”
‘หลินเทียนหนาน’เอ่ยทำลายความเงียบขึ้น
“เจ้าพวกนี้ดูจากร่างกายแล้วไม่น่าจะใช่คนจีน บางทีอาจจะมาจากอเมริกาใต้ แล้วมันเรื่องอะไรที่หน่วยลับของอเมริกามาวุ่นวายกับลูกสาวผม พวกมันวางแผนอะไรกันอยู่? คุณซึ่งคุ้นเคยกับการข่าวของหน่วยรักษาความปลอดภัยระดับชาติทั้งยังเคยสนิทกับสายที่ให้ข้อมูลเจ้าพวกนี้มากกว่าพวกมัน คุณคิดเห็นกับเรื่องนี้ยังไง?”
“ถ้าผมคิดไม่ผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็น่าจะ…”
ผู้กองหวังระบายลมหายใจก่อนพูดต่อว่า
“เจ้าพวกนี้ไม่ได้ต้องการชีวิตของว่านเอ๋อ พวกมันเพียงต้องการจับตัวเธอ และใช้เธอเป็นตัวประกันเพื่อที่คุณจะได้เชื่อฟังมันและยอมมอบระบบ Oracle ให้กับพวกมัน”
“ระบบ Oracle อย่างนั้นเรอะ?”
‘หลินเทียนหนาน’ขบกรามแน่น
“พวกอเมริกาอยากจะได้ Oracle ของผมงั้นเหรอ?”
“ถูกต้องแล้วครับ…”
ผู้กองหวังอธิบายต่อไปว่า
“ผมเห็นข่าวเรื่องนี้และทำการตรวจสอบด้วยตัวเองกับทางเบื้องบนแล้ว….”
ผมยกศีรษะขึ้นถามว่า
“ผู้กองหวังครับ ช้าลงนิดนึงครับ อะไรคือ Oracle ครับ?”
“มันคือระบบป้องกันภัยทางภาคพื้นมีการทำงานคล้ายกับระบบ Aegis น่ะ….”
ผู้กองหวังมองมาที่ผมด้วยสายตาเต็มไปด้วยความกังวล
“ระบบ Oracle เป็นโครงการลับที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย กลุ่มเทียนซินจากการวิจัยสำเร็จเมื่อ 7 ปีก่อน ว่ากันตามความแข็งแกร่งแล้วระบบ Oracle จัดการระบบเก่าอย่าง Aegis ซะราบคาบดังนั้นไม่น่าแปลกหรอกที่พวกอเมริการีบเร่งที่ต้องการจะได้มันไว้…”
(TL.:Aegis เป็นระบบปฏิบัติการร่วมกันของเรด้าเรือรบและมิสไซล์ควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ทำให้การป้องกันและการทำลายเป้าหมายมีประสิทธิภาพแม่นยำ)
‘หลินเทียนหนาน’กัดกรามเค้นเสียงว่า
“เพราะแบบนี้สินะพวกมันถึงต้องการ Oracle”
ผู้กองหวังพยักหน้าและกล่าวต่อไปว่า
“ระบบ Oracle สามารถรายงานพิกัดของเรือรบต่างๆที่เข้ามายังน่านน้ำตั้งแต่ ซานตง และยังสามารถส่งเรือบรรทุกเครื่องบินจากเจ๋อเจียงออกไป ขณะที่สามารถตรวจจับได้แม้กระทั่งเรือรบขนาดเล็กตั้งแต่ปืนใหญ่ของเรือ Corvette เป็นต้นไป โดยที่ทั้งระบบถูกเข้ารหัสซึ่งมีเพียงคุณหลินเทียนหนานล่วงรู้รหัสลับนั้น ซึ่งถ้าผมเดาไม่ผิดที่พวกมันต้องการจริงๆก็คือรหัสลับในการสั่งการระบบนั่นเอง..”
สายตาของ’ว่านเอ๋อ’เป็นประกายก่อนจะพูดว่า
“แค่เรื่องรหัส Oracle เท่านี้พวกมันเกือบจะฆ่าหลี่เซียวเหยาเลย…”
‘หลินเทียนหนาน’มองดูบุตรสาวตนเองด้วยสายตาอ่อนโยนและพูดว่า
“ตราบใดที่ลูกยังไม่เป็นไรพ่อก็วางใจได้อยู่ ดูเหมือนเจ้าหนุ่มหลี่เซียวเหยานี่ จะฝีมือพอตัวเลยนะ ขนาดจัดการกับหน่วยลับที่ผ่านการฝึกมาอย่างดีแถมมีอาวุธปืนตั้งสองคนลงได้ โดยที่ตัวเองบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น..”
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ…”
‘ว่านเอ๋อ’พูดปนน้ำเสียงเสียใจ
“ถ้าไม่เป็นเพราะช่วยหนูเอาไว้ เขาก็ไม่ต้องบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย…”
ผู้กองหวังพูดว่า
“ช่างเถอะ ยังไงก็ถือว่าโชคดีที่เขาบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะกระทบต่อภาระกิจต่อไปของเขาก็ได้ ตอนนี้หลี่เซียวเหยาเป็นเหมือนแกนหลักของหน่วยปฏิบัติการพิเศษของตำรวจเรา เขาจะเป็นอันตรายไม่ได้เด็ดขาด คุณพอจะเข้าใจไหม คุณหลิน ?”
‘หลินเทียนหนาน’กระตุกยิ้มก่อนจะพูดว่า
“ผมเข้าใจครับ วางใจเถอะ ยังไงเสียเขาก็เป็นยอดฝีมือระดับสูงกว่าปราณฟ้าแล้ว เรื่องที่จะทำเขาบาดเจ็บได้เนี่ยะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ พวกอเมิรกาไม่มีวันเข้าใจเรื่องที่ผู้ฝึกยุทธชาวจีนจะมีพลังฝีมือแบบนี้ได้หรอกและยิ่งไม่มีวันรู้ด้วยอีกว่า หนึ่งในยอดฝีมือที่ว่านั้นได้ถูกส่งมาปกป้องว่านเอ๋อไว้”
ผู้กองหวังหัวเราะ
“คุณยังจะคิดที่จะส่งคำขอเปลี่ยนตัว แทนหลี่เซียวเหยาอีกไหมครับ?”
“ไม่….ไม่จำเป็นแล้วครับ…”
‘หลินเทียนหนาน’หัวเราะก่อนจะหันไปทาง’ว่านเอ๋อ’
“ว่านเอ๋อ เดี๋ยวพ่อจะเป็นคนส่งลูกกลับมหาลัยเอง ระหว่างทางพ่อจะพาไปกินอะไรอร่อยๆดีไหม ลูกจะได้คลายจากความกลัวลง..”
แต่’ว่านเอ๋อ’รีบส่ายหัวดิกและบอกว่า
“ไม่เอาอ้ะค่ะ อย่างแรกเลยรีบพาเซียวเหยาไปส่งโรงพยาบาลก่อนดีกว่าค่ะ!”
ความเงียบก็บังเกิดขึ้นจนผมต้องหัวเราะและพูดว่า
“ไม่จำเป็นหรอกครับว่านเอ๋อ บาดแผลเพียงเท่านี้ผมสามารถรักษาตัวเองได้ไม่จำเป็นต้องไปถึงมือหมอที่โรงพยาบาล อีกอย่างผมก็ไม่ต้องการไปยังที่สาธารณะให้เรื่องมันบานปลายเพราะแผลจากถูกปืนยิงมันค่อนข้างจะเห็นได้ชัดและโรงพยาบาลก็คงจะต้องสอบสวนหาสาเหตุอย่างเข้มงวดแน่นอนเลยครับ”
“ถ้านายว่ายังงั้นก็ได้…”
หลังจากออกมา พวกเราพบ’เฟยเอ๋อ’ซึ่งนั่งรออยู่ที่มุมอาคารด้านหนึ่งดูเธอยังตกใจไม่หายใบหน้ายังซีดขาวอยู่เลยแต่ด้วยสปิริทนักข่าวเธอก็ยังมาคุยกับเราว่า
“คุณหลี่เซียวเหยา คุณหลินว่านเอ๋อคะ การสัมภาษณ์ของเรายังเหลืออีกประมาณ 40%ถึงจะเสร็จ เอาไว้เรามาต่อกันครั้งหน้าดีไหมคะ?”
“ไม่ต้องหรอกครับ พวกเราจะทำให้มันเสร็จวันนี้เลย!”
ผมกล่าว ‘ว่านเอ๋อ’ถามผมว่า
“นายไหวแน่นะ?”
“ครับผมไม่เป็นไร”
“แต่ว่า…แขนเสื้อนายขาดน่ะ…”
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่ครับ จะให้ผมหันข้างตลอดการสัมภาษณ์ที่เหลือ หรือจะหาเสื้อใหม่มาให้ผมใส่ก็ได้ครับ”
“งั้นก็ตามใจ….”
‘ว่านเอ๋อ’เชิดริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อว่า
“งั้นตอนเรากลับไปมหาลัย ฉันจะหาซื้อชุดใหม่ให้นายซักชุดนึง ถือว่าเป็นของปลอบใจละนะ…”
ผมพยักหน้า
“ก็ได้ครับ”
‘หลินเทียนหนาน’มองมาที่ผมก่อนจะใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งและพูดว่า
“เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่านายหลี่เซียวเหยาเข้าจัดการได้อย่างเหมาะสมและถือเป็นผลงาน เอาอย่างนี้ไหม ชั้นจะโอนเงิน 100000 RMB เข้าบัญชีของนาย ถือซะว่าเป็นรางวัลจากผลงานชิ้นนี้ ยังไงก็ตามชั้นก็ต้องขอบใจนายที่ทุ่มสุดฝีมือปกป้องว่านเอ๋อ!”
“ขอบคุณครับ บอส!”
“ไม่เป็นไร ชั้นยินดีเสมอ….”
ที่มา: